เช้าตรู่ของวันใหม่เต็มไปด้วยหมอกที่ลงหนาทึบ ละอองน้ำเย็นเยียบลอยวนในอากาศ บ้างก็จับตัวกันเป็นกลุ่มจนมองดูคล้ายว่ามีก้อนเมฆลอยอยู่เหนือหัว ก่อนที่ลำแสงแรกจากดวงอาทิตย์จะส่องทะลุลงมา สาดผ่านกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอยู่ทั่วบริเวณ
แจจุงห่อตัวด้วยความหนาว มือบางขาวซีดเมื่อถูกอากาศเย็นกระชับเสื้อโค้ดเข้ากับตัวให้แน่นขึ้น ริมฝีปากแดงจัดเผยอน้อยๆทุกครั้งที่เป่าลมหายใจสีขาวออกมา ร่างเพรียวบางเดินสำรวจธรรมชาติยามเช้าในบ้านสวนเรื่อยๆ ดวงตากลมโตยังคงให้ความสนใจกับไม้ดัดรูปทรงต่างๆ ที่เรียงรายตั้งแต่หน้าบ้านออกมาด้านนอก ก่อนจะเดินไปหยุดที่ศาลาชิงช้าที่ตั้งอยู่ในสวนด้านข้าง แจจุงทิ้งตัวนั่งลงช้าๆ โชคดีที่มันมีหลังคาคุ้มกันทำให้ไม่โดนหมอก เขาเหยียดแขนขาออกพลางสะบัดไปมาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นสักครู่ก่อนจะทิ้งแผ่นหลังพิงลงบนพนักพิง
“เย็นจัง” เสียงทุ้มหวานเอ่ยเบาๆเมื่อไร้นิ้วมือลงบนยอดใบไม้ ดวงตากลมโตมองหยดน้ำใสที่เกาะพราวอยู่นั้นด้วยความรู้สึกประหลาด แจจุงแปลกใจที่ยามนี้เขากำลังคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน อาจจะเป็นเพราะความเย็นเยียบที่สัมผัสปลายนิ้วอยู่ตอนนี้ เย็นไม่แพ้หยดน้ำตาที่หล่นลงบนไหล่ของเขา เขาไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง เพราะทันทีที่ได้สติคุณยุนโฮก็รีบเดินกลับห้องไปทันที และเขาก็ไม่กล้าถาม อาจจะเพราะคุณยุนโฮรู้ว่าเขาพูดโกหก เพราะยังไงคิมแจจุงก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้ว
“ฮือ... หนาวจริงๆ” เสียงพึมพำเบาๆดังมาจากพุ่มไม้ด้านหลังทำให้แจจุงหลุดจากความคิด ร่างบางลุกขึ้นจากชิงช้าก่อนจะค่อยๆเดินอ้อมไปดู แล้วก็เห็นว่ามีผู้ชายวัยกลางคนกำลังดายหญ้าอยู่ แล้วเมื่อดวงตาเล็กๆทั้งสองข้างเหลือบขึ้นมาเห็นเขาร่างนั้นก็สะดุ้ง พร้อมกับร้องออกมาอย่างตกใจ “...ผ...ผี!!”
แจจุสะดุ้งโหยงก่อนจะถอยพรวดออกมาเมื่อชายคนนั้นชี้กรรไกรตัดหญ้ามาที่เขา ใบหน้าหมดจดมีสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน หากแต่พอได้ฉุกคิดกับสิ่งที่อีกฝ่ายว่าก็อดที่จะโมโหไม่ได้ “ผมเป็นคน ไม่ใช่ผี ถึงจะเหมือนแค่ไหนก็เถอะ” แจจุงกระแทกเสียงพูด ดวงตากลมโตถลึงมองคนตรงหน้าอย่างโมโห ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเบิกตากว้างแล้วเพ่งมองตัวเองอย่างพิจารณาก็ยิ่งไม่ชอบใจ
“คนจิรงๆเรอะ?” เสียงแหบเอ่ยถามพลางค่อยลดกรรไกรตัดหญ้าลง
“ก็คนน่ะสิ สว่างโล่แบบนี้จะมีผีที่ไหนกล้าโผล่มาล่ะ” แจจุงว่า ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเหมือน แต่เขายังไม่ตายเพราะเขาไมใช่คิดแจจุงคนนั้น
“แล้ว...แล้วเธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านนี้ได้ยังไง” ชายสูงวัยกว่าถาม แจจุงเหลือบมองใบหน้าที่ยังไม่ทิ้งรอยตกใจครั้งหนึ่ง แต่พอจะบอกเสียงสูงๆก็ดังขึ้นมาก่อน
“มาอยู่นี่เองเหรอ คุณยุนโฮตามหาเธออยู่แน่ะ” ป้าฮยอนจูบอกทันทีที่มาถึงที่ที่คนทั้งสองยืนอยู่ ดวงตาเหี่ยวย่นมองแจจุงที่กำลังจ้องชายคนนั้นอยู่แล้วยิ้ม “นี่ลุงฮเยซก เป็นสามีป้า ...เข้าไปข้างไหนเถอะเธอต้องรีบกลับไม่ใช่เหรอ คุณยุนโฮรออยู่” เธอบอกอย่างใจดีพร้อมกับเดินมาดันหลังแผ่นหลังบางให้เดินไป แจจุงทำตามอย่างว่าง่าย แต่ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ เพราะเมื่อวานที่พบกันครั้งแรกป้าฮยอนจูยังทำเหมือนกับไม่เคยเห็นเขามาก่อนแท้ๆ แต่สามีของป้ากลับเข้าใจว่าเขาเป็นผีของคิมแจจุง ขนาดคนที่ดูซื่อๆยังรู้ แล้วทำไมป้าฮยอนจูถึงได้ไม่รู้จัก
“มาแล้วค่ะคุณยุนโฮ” แจจุงหันขึ้นมาสบตากับร่างสูงที่ยืนอยู่กลางบ้านพร้อมกับข้าวของก่อนจะยิ้มบางให้ครั้งหนึ่ง
“ทั้งที่เพิ่งบอกไปแท้ๆว่าต้องทำให้ร่างกายอุ่นเข้าไว้ยังออกไปตากหมอกอีก” เสียงทุ้มต่ำว่าเบาๆพลางใช้ผ้าเช็ดตัวที่ป้าฮยอนจูยื่นให้คลุมลงบนศีรษะของแจจุงแล้วขยี้เบาๆ ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นก้มลงไปกระซิบข้างใบหนูนิ่ม “ฉันขอโทษด้วยเรื่องเมื่อคืน”
แจจุงชะงักก่อนจะค่อยๆหันขึ้นมาสบตากับยุนโฮ ดวงตาคู่นั้นยังคงมีความเศร้าจากเมื่อคืนติดอยู่ เขาพยักหน้ารับก่อนจะแย่งผ้าเช็ดตัวมาเช็ดเอง ดวงตากลมโตเลือกจะหันไปมองสัมภาระแทน ก่อนจะฉวยเอาของตัวเองขึ้นมาถือไว้
“ป้าทำเนื้ออบไว้ เอาไว้ทานตอนที่ไปถึงนะคะ” ป้าฮยอนจูบอกหลังจากที่เดินออกมาจากครัว พร้อมกับยืนถุงเนื้ออบให้ยุนโฮ
“ขอบคุณครับป้าฮยอนจู” ยุนโฮเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้ ป้าฮยอนจูกำชับมือที่จับมือของเขาก่อนจะหันไปยิ้มให้กับแจจุง
“แล้วมาอีกนะแจจุง” เธอบอกพร้อมกับยื่นมือมาจับมือเรียวบางเบาๆ ดวงตาเหี่ยวย่นมองใบหน้าหมดจดด้วยความรู้สึกคิดถึง เกือบสามปีแล้วที่ไม่ไดเห็น เหมือนเหลือเกิน...ยิ่งดวงตากลมใสทั้งสองข้างนั้น จนเกือบจะเผลอเรียกว่าคุณแจจุงในตอนแรก ฮยอนจูมองภาพสะท้องของใครบางคนอยู่สักครู่ก่อนจะหันไปหายุนโฮแล้วยิ้มให้อย่างอบอุ่น “ป้าจะเดินไปส่งนะคะ” เธอบอก
เมื่อเดินออกมาที่หน้าบ้านทั้งสามก็เห็นลุงฮเยซกยืนยู่ข้างรถ เขามองมาที่แจจุงด้วยแววตาที่ต่างไปจากครั้งแรก...ไม่ผิดไปจากแววตาที่ภรรยาของเขามีให้เด็กหนุ่มตรงหน้าแม้แต่น้อย “แล้วมาบ่อยๆนะ” เขาบอก แจจุงมองนิ่งๆ ก่อนที่สุดจะพยักหน้ารับให้กับคนที่เคยกล่าวหาว่าตนเป็นผี แล้วจึงหันมาโค้งลาป้าฮยอนจูก่อนจะขึ้นไปรอบนรถ ดวงตกลมโตมองยุนโฮที่กำลังล่ำลาสองสามีภรรยาแล้วถอนใจ เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ได้พาเขามาที่นี่ตั้งแต่ทีแรก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ผูกพันกับคิมแจจุง...
.
.
ยามเช่นในเมืองหลวงยังคงพลุกพล่านเช่นทุกวัน ตามท้องถนนมีรถติดยาวเป็นขบวนเช่นเดียวกับผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ กับสภาพที่ไม่น่าพิสมัย...ชางมินจึงเลือกที่จะขลุกตัวอยู่ในคอนโดแทนที่จะออกไปทำงานเหมือนคนอื่นๆ ดวงตาคมใต้กรอบแว่นจับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์แล็ปทอปเรียบนิ่ง หากแต่เมื่อใส่หูฟังที่คล้องอยู่ที่คอแล้วรอยยิ้มบางก็แต่งแต้มที่ริมฝีปาก นิ้วเรียวที่วางอยู่ข้างๆเคาะเบาๆตามจังหวะดนตรีที่ดังอยู่ในหู ก่อนจะเลื่อนมาจับที่เม้าส์ คลิกปรับเบสสองสามที เพลงใหม่ที่นั่งแต่งมาตลอดทั้งคืนที่เสร็จสมบูรณ์
ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจกับผลงาน เขาถอดแว่นตาออกก่อนจะลุกขึ้นบิดตัวไปมา แล้วร่างสูงโปร่งก็เดินไปที่เตียงนอนก่อนจะล้มตัวลงเต็มแรง ริมฝีปากหยักพรูลมหายใจออกอย่างอ่อนล้า พลางคิดว่าวันนี้เขาจะนอนทั้งวัน ไม่ไปที่บริษัทให้พี่ยูชอนเห็นหน้าแน่ๆ คิดได้ดังนั้นก็คว้าเอาผ้าห่มขึ้นมาห่อตัว แต่เมื่อจะหลับตาลงก็กลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา มือเรียวยกขึ้นไปหยิกกรอบรูปที่หัวเตียงอย่างแม่นยำ ดวงตาทั้งสองข้างมองมันอย่างเศร้าสร้อยยามเมื่อเสียงทุ้มดังขึ้น “พี่แจจุง ผมแต่งจบไปอีกเพลงแล้วนะ” ว่าพลางยิ้มบาง เขาจำได้ว่าคนในรูปคว้าคอเขามาถ่ายตอนที่ทุกคนไปดื่มฉลองอัลบั้มใหม่ ทำให้รูปนี้เขาดูตลกจนเกินรับได้ แต่เจ้าตัวกลับยิ้มแฉ่งเสียจนน่าหมั่นไส้
ชางมินไร้นิ้วบนลงกรอบรูปด้วยความคิดถึงก่อนจะวางมันไว้ที่เดิม ร่างสูงนอนขดตัวในผ้าห่มจนเป็นก้อน ดวงตาที่ไม่อาจหลับลงมองแสงไฟบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้อย่างเลื่อนลอย ในนั้นมีเพลงที่เขาแต่งแบบลับๆตลอดเกือบสามที่ที่ผ่านมากว่าร้อยเพลง ไม่เคยให้ใครร้อง หรือแม้แต่จะให้ฟังก็ยังไม่เคย เพราะมันเป็นเพลงที่เขาแต่งไว้ให้คนๆเดียว พี่ชาย...คนที่ไม่ว่าจะเฝ้ารอนานเท่าไหร่ก็จะไม่กลับมาอีกแล้ว
เสียงฮัมเพลงเบาๆผ่านเข้ามาในห้วงความคิด ชางมินหลับตาลงช้าๆ ฝ่ามือใหญ่เลื่อนขึ้นมากำไม้กางเกนที่สร้อยคอไว้ ...เขาไม่ได้อธิษฐานอะไรเลย...
.................................................
“อะไรนะ!! โจรขึ้นห้อง!!” เสียงร้องลั่นของโปรดิวเซอร์คนเก่งนั้นทำให้คนรอบข้างหันมามองอย่างตกใจ ริมฝีปากได้รูปอ้าค้างพร้อมกับดวงตาที่เบิกขึ้น แต่ครั้นจะได้โวยวายว่าทำไมไม่รีบบอกก็พลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นคนที่กดสายโทรศัพท์ทิ้ง
“อืม ดีที่ตอนนั้นแจจุงยังกลับมาไม่ถึง ไม่งั้นคงแย่กว่านี้” ยุนโฮบอกอย่างอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจกับท่าทางตกใจเกินเหตุของเพื่อน นี่ถ้าไม่หน้าตาดีหน่อยทำแบบนี้คงดูพิลึก
“แล้วเมื่อคืนให้แจจุงไปพักที่ไหน”
“บ้านฉัน”
“บ้านนาย!!” คราวนี้ยูชอนร้องเสียงดังกว่าเก่าจนยุนโฮต้องยกมือขึ้นมาปิดหู คิ้วเข้มขมวดแน่นเช่นเดียวกับดวงตาทั้งสองข้างที่มองใบหน้าไม่รู้สึกอะไรของอีกฝ่าย ก่อนที่ไม่ช้าไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นหรี่ตามองอย่างเจ้าเล่ห์ “เดี่ยวนี้นายหัดพาเด็กฝึกของฉันเข้าบ้านแล้วเหรอวะ ไม่เบาเลยนี่หว่า” ว่าเสียงกรุ้มกริ่มพลางใช้ศอกกระทุ้งเบาๆ ทำเอาคนที่ไม่อยากจะสนใจส่ายหน้า
“คิดอะไรอยู่ก็เลิกคิดซะ เพราะฉันไม่เหมือนนาย” ว่าอย่างระอาก่อนจะหยิบตลับซีดีออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกเมื่ออีกฝ่ายมองอย่างสงสัย “ฉันแต่งเล่นๆ เอาไปฟังดูสิเผื่อจะใช้ได้ นายคงไม่มานั่งกล่อมชางมินหรอกใช่มั้ย” พูดอย่างรู้ทันนิสัยใจร้อนของเพื่อน มือเรียวเก็บของเข้ากระเป๋าอย่างรวดเร็ว แต่เดินไปได้สองสามก้าวก็ยังมีเสียงที่ไม่วายดังตามหลังมา
“นี่ยุนโฮ เด็กฝึกของฉันแตะนิดแตะหน่อยฉันไม่ว่าหรอกนะ” ยุนโฮส่ายหน้ารอบแล้วรอบเล่าเมื่อหันไปเห็นว่าคนพูดกำลังยักไหล่อย่างกวนๆ เขารีบเดินออกไปเพราะไม่อยากจะอยู่ต่อปากต่อคำด้วย
ยูชอนมองตามเพื่อนที่เดินออกไปจนลับตา ก่อนที่รอยยิ้มยียวนในตอนแรกจะหายไปแทนที่ด้วยความรู้สึกเห็นใจเป็นที่สุด บางทีเขาน่าจะให้โบอาเป็นคนดูแลแจจุงแทน ยุนโฮไม่เหมาะหรือจะพูดให้ถูกคือไม่พร้อมที่จะดูแลศิลปินคนไหนจริงๆ...โดยเฉพาะแจจุง เขาคิดแล้วถอนหายใจ พรุ่งนี้โบอาถึงจะกลับมาแล้วก็คงได้คุยกัน ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับแผ่นซีดี ดวงตาคมมองไปรอบๆห้องแล้วขมวดคิ้ว “จุนซูยังไม่มาเหรอ” หันไปถามกับสต๊าฟโต๊ะข้างๆที่พยักหน้ารับยิ่งทำให้เขาสงสัย เพราะเคยที่ไหนที่คิมจุนซูจะเข้าบริษัทสาย บางทีมานั่งเฝ้าให้ยามเปิดประตูให้ด้วยซ้ำ แต่พอนึกถึงที่อีกฝ่ายบอกเรื่องนัดเมื่อวานก็ถึงได้เข้าใจ ชายหนุ่มลอบยิ้มเมื่อความคิดแปลกๆแว้บเข้ามาในหัว เสียงทุ้มพึมพำเบาๆเมื่อยามเดินออกไป “ถ้ามาทำงานไม่ไหวฉันเล่นงานนายแน่จุนซู”
.................................................
หลังจากที่จัดการกับเรื่องที่อยู่ใหม่เรียบร้อยแล้ว และตารางการซ้อมของวันนี้ก็มีแค่ช่วงเย็น แจจุงจึงเลือกที่จะมาโรงเรียนหลังจากที่ไม่ได้มาแล้วหลายวัน และก็ยังเป็นเช่นเดิม ทุกสายตายังคงจับจ้องมาที่เขาไม่แพ้วันแรก อาจจะดูมากขึ้นด้วยซ้ำเพราะผมสีดำทำให้เขายิ่งดูเหมือนคิมแจจุง
แจจุงนั่งฟังอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์บรรยายอย่างไม่ค่อยจะสนใจนัก พลางนึกว่าการเรียนแบบปกติของคนเกาหลีน่าเบื่อกว่าการเรียนที่โรงเรียนเก่าของเขามากโข มือเรียวยกขึ้นมาปิดปากขณะที่กำลังหาวหวอดใหญ่ ก่อนที่คิ้วเรียวจะเลิกขึ้นเมื่อมีกระดาษก้อนหนึ่งปลิงมาตกที่โต๊ะ เขามองหาที่มาอย่างนึกรำคาญแล้วก็เห็นว่าเชวซีวอนกำลังชูสองนิ้วให้ เขาถอนหายใจและจำต้องคลี่ออกดู
‘ตอนเที่ยงกินข้าวด้วยกันนะ’
ข้อความในกระดาษมาพร้อมกับรูปหัวใจหน้าตาตลก แจจุงยัดมันลงไว้ใต้โต๊ะเรียนอย่างไม่คิดจะใส่ใจ และไม่คิดจะหันไปตอบกับเจ้าของข้อความด้วยเช่นกัน
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเสียงออกพักกลางวันก็ดังขึ้น และหลังจากที่อาจารย์เดินออกจากห้องนักเรียนแทบทุกคนก็รีบวิ่งออกไปเพื่อซื้ออาหารที่โรงอาหาร แจจุงเองก็เช่นกัน เขารีบสะพายกระเป๋าออกจากห้องอย่างรวดเร็ว เพราะถูกคุณยุนโฮกำชับว่าต้องทานอาหารให้เป็นเวลา และถ้าหากไปช้าก็อาจจะได้กินแค่ขนมปังแห้งๆที่ถูกสั่งห้ามนักห้ามหนาก็ได้ สองขายาวก้าวเร็วๆจนมาถึงโรงอาหาร อดถอนหายใจไม่ได้เมื่อมองเห็นคนเข้าคิวยาวเหยียด ร่างเพรียวบางพาตัวเองแทรกผ่านผู้คนเพื่อไปยืนเข้าแถวที่ร้านขายอาหารที่หมายตาไว้ แต่ยังไปไม่ถึงแขนเล็กๆกลับถูกดึงเอาไว้เสียก่อน แจจุงหันกลับมามองและก็พบว่าเป็นคนที่เขาคิดไว้จริงๆ
ร่างสูงของซีวอนยืนยิ้มแฉ่งขณะที่มือยังคงจับท่อนแขนเล็กเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ถือถาดอาหารที่มีจานอาหารสามสี่ใบวางซ้อนกันอยู่ “กินด้วยกันนะ” เสียงทุ้มเอ่ยชวน แจจุงมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะหันไปมองคิวซื้ออาหารก็พบว่ามันยาวขึ้นเกือบเท่าตัว เขาหันกลับมาหาซีวอนอีกครั้งก่อนจะพยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างทันทีที่อีกฝ่ายตอบรับ ดวงตาคมกวาดมองหาที่ว่างและเมื่อเจอแล้วก็รีบดึงแขนแจจุงให้เดินตาม “ฉันซื้อมาเผื่อ นายต้องกินอาหารดีๆใช่มั้ยล่ะ” เสียงทุ้มว่าอย่างรู้ดีทันทีที่นั่งลง มือทั้งสองข้างจัดแจงยกอาหารออกจากถาดแล้วยื่นตะเกียบให้แจจุง
แจจุงมองตะเกียบที่อยู่ในมือสลับกับอาหารราคาแพงตรงหน้า แล้วมือบางก็หยิบกระเป๋าสตังค์ออกมาแล้วยื่นเงินให้ “นี่ค่าส่วนของฉัน” เสียงทุ้มหวานบอก แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหันขึ้นมามองแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก็วางเงินไว้ตรงหน้า ก่อนจะหันมาก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่คิดจะพูดอะไรต่อ
ซีวอนยิ้มขำกับคนที่ตั้งใจกินโดยไม่สนใจเขา “ทั้งที่ออกจะชอบของฟรีแท้ๆ” เสียงทุ้มพึมพำอย่างอารมณ์ดี แต่กลับต้องสะดุดกึกกับคำพูดนั้นของตัวเอง รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นยิ้มเศร้า เขาเผลอคิดว่าแจจุงเป็นคนๆนั้นอีกแล้ว แต่ก็เหมือนเหลือเกิน เหมือนจนแรกเจอเกือบร้องไห้ด้วยความดีใจเพราะคิดว่าใช่จริงๆ “นี่...แจจุง”
“...”
เด็กหนุ่มยังคงยิ้มแม้จะไม่มีเสียงตอบรับ มือใหญ่เลื่อนไปกุมมือเรียวเล็กข้างหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วบีบไว้ เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยเบาๆให้ได้ยินสองคน “คบกันนะ เป็นแฟนกัน”
แจจุงชะงักทันทีเมื่อฟังจบ ดวงตากลมโตขึ้นขึ้นมามองใบหน้าจริงจังของอีกฝ่ายสักครู่ ก่อนมือเรียวจะวางตะเกียบลงแล้วคว้ากระเป๋าลุกเดินออกไป “แจจุง เดี๋ยวสิ!!” ซีวอนร้องห้ามหากแต่เจ้าของร่างเพรียวบางกลับไม่แม้แต่จะสนใจ ทำให้เขาต้องรีบลุกขึ้นจากโต๊ะแล้ววิ่งตามไปทันที
เสียงร้องเรียกที่ดังใกล้เข้ามาทำให้แจจุงต้องเร่งฝีเท้ามากขึ้น สองขายาวก้าวขึ้นบันไดรวดเร็วเพื่อจะกลับไปที่ห้องเรียน ขณะที่สมองก็คิดถึงสาเหตุที่ซีวอนเข้ามาตีสนิทกับตนเอง แจจุงสบถอย่างหัวเสีย นี่หน้าตาของเขาเหมือนพวกที่ชอบไม้ป่าเดียวกันมากหรือไงถึงได้มาพูดแบบนี้ “แจจุงรอเดี๋ยว ฟังฉันพูดก่อน!” ร่างบางสะดุ้งเมื่อถูกฝ่ามือใหญ่ของคนที่วิ่งตามมาทันรั้งท่องแขนไว้
“ปล่อยฉัน” เขากดเสียงบอกพลางบิดแขนให้หลุดจากการจับกุม หากแต่ก็ดูเหมือนคนที่จะยังยืนหอบอยู่นั้นแรงเยอะกว่า
“ฉันน่ะ ชอบนายจริงๆนะ ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเลย ฉันอยากดูแลนายไม่อยากให้ใครมาทำร้าย ฉันจะไม่ให้ใครมาทำให้นายเจ็บปวดอีกแจจุง ฉัน...ฉันรักนาย” ซีวอนบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังและเต็มไปด้วยความรู้สึก ฝ่ามือใหญ่เลื่อนลงมากุมฝ่ามือเล็กบางไว้แน่น เช่นเดียวกับดวงตาทั้งสองข้างที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังคงเฝ้ามองมาตลอด
แจจุงมองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกคับแน่นที่หน้าอก “นายมันบ้าไปแล้ว” เสียงทุ้มแหบเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างเพรียวบางถอยออกห่าง มือเรียวเล็กพยายามดึงให้หลุดจากการเกาะกุมแต่ก็ยังไม่เป็นผล แจจุงสั่นไปทั้งตัวเมื่อร่างสูงใหญ่เดินขึ้นมาหา และเมื่อฝ่ามืออีกข้างของซีวอนยกขึ้นมาแตะที่ไหล่หวังจะดึงเขาเข้าไปหา แขนเล็กๆก็ยกขึ้นมาผลักออกไปอย่างสุดแรง และด้วยความตกใจนั้นทำให้แจจุงลืมไปว่าซีวอนยืนหันหลังให้บันได ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงเสียหลัก ฝ่ามือเรียวยื่นออกไปหวังจะคว้าเอาไว้หากแต่ก็สายไปเสียแล้ว
กรี๊ด!!!!
เสียงร้องของนักเรียนหญิงสองคนที่เดินผ่านมาดังขึ้นเมื่อเห็นร่างของซีวอนกลิ้งลงบันได ตรงข้ามกับแจจุงที่ยืนตัวแข็งด้วยความตกตะลึง
TBC ………………………………………
edit @ 18 Nov 2008 18:01:40 by KimJeIn