Just say [1]
ยุนโฮมองแจจุงที่ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาอย่างหมดแรงแล้วอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้ โปรแกรมฝึกสุดโหดที่ถูกคิดค้นโดยยูชอนตั้งแต่วันแรกจนตอนนี้ผ่านมาทั้งอาทิตย์ทำเอาแจจุงน้ำหนักลดไปเกือบสามกิโล จากที่ผอมอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งเกือบจะเหลือแค่กระดูก “ไหวหรือเปล่าน่ะ” ร่างสูงเอ่ยถามเมื่อทิ้งตัวนั่งลงโซฟาตัวเล็ก ตาคมกริบมองเจ้าของใบหน้าหวานที่ส่งเสียงอือออมาให้แล้วถอนหายใจ “ถ้ายังไหวอยู่ก็ดีแล้วเพราะช่วงบ่ายเราต้องออกไปข้างนอกอีก ยูชอนสั่งให้ฉันพานายไปเปลี่ยนสีผมใหม่แล้วก็ซื้อคอนแท็คเลนส์ด้วย”
“คู่เก่ายังไม่หมดอายุ” เสียงหวานอ่อนแรงพูดขึ้นพร้อมกับดันร่างของตัวเองขึ้นมานั่ง มือเรียวเอื้อมหยิบกล่องข้าวพัดที่ยุนโฮแวะซื้อให้ขึ้นมาเปิดกิน
“ฉันหมายถึงจะซื้อคู่ใหม่ที่มันไม่ใช่สีฟ้า นายเองก็ใส่เลนส์เพราะสายตาสั้นไม่ใช่ใส่เป็นแฟชั่นหนิ”
“ก็ทั้งสองอย่าง ผมสีทอง ตาสีฟ้า หน้าเอเชียอย่างผมหาอยากนะ” พูดยิ้มๆก่อนจะตักข้าวผัดเข้าปากอีกสองสามคำแล้วทิ้งตัวลงนอนตามเดิมโดยไม่สนใจที่จะดื่มน้ำ “จะไปตอนไหนก็บอกด้วยนะ” บอกแล้วก็หลับตา ปล่อยให้ยุนโฮที่กำลังมองอยู่ถอนหายใจอีกรอบ
ร่างสูงลุกขึ้นยืน ตาคมมองสำรวจรอบห้องพักเล็กๆที่เช่าให้แจจุงอยู่ ก่อนจะพบว่ามันไม่ได้แตกต่างจากห้องเปล่าๆที่มาดูตอนแรกเลยสักนิด เจ้าตัวเองก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรนอกจากตู้เย็นแบบมินิบาร์กับกาต้มน้ำร้อนเท่านั้น ใช่ว่ามันจะแย่อะไรมากนัก เพียงแต่ยุนโฮคิดว่าเด็กวัยรุ่นอายุเท่าแจจุงน่าจะต้องการอะไรที่ทันสมัยอย่างคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ หรือเพลย์สเตชั่นสักเครื่อง อย่างเด็กฝึกคนอื่นที่พอจะได้เดบิวต์ก็เรียกร้องเอาซะหมด ร่างสูงเดินไปยังหน้าต่างมือเรียวเลิกผ้าม่านขึ้นให้แสงสว่างเข้ามาก่อนจะเดินมานั่งลงที่เดิม ดวงตาคมกริบมองใบหน้าขาวหมดจดที่แม้แต่ตอนนอนเจ้าตัวก็ยังดึงฮู้ทลงมาปิด ร่างกายที่เห็นได้ชัดว่าผอมลงกว่าตอนแรกเล็กบางดูไร้เรี่ยวแรง แต่นอกจากอาการต่อต้านเล็กๆน้อยๆเจ้าตัวก็ไม่เคยบ่นให้ได้ยินสักคำ คงจะไม่อยากกลับเข้าไปในโรงเรียนดัดสันดานนั่นอีกถึงได้ตั้งใจขนาดนนี้
.
.
.
.
“ไม่เอา ฉันไม่อยากไปโรงเรียน!!” เสียงทุ้มหวานเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจร้องขึ้นก่อนจะวิ่งไปแอบอยู่หลังผู้จัดการของตัวเอง
“อย่าพูดเอาแต่ใจสิแจจุง ถ้าไม่ไปนายจะเรียนจบได้ยังไงล่ะ นายอายุ 20 แล้วไม่ใช่เด็ก กะอีแค่เรียนให้จบ ม.ปลายมันจะอยากสักแค่ไหนเชียว” เสียงอ่อนอกอ่อนใจดังมาจากชายหนุ่มร่างสูงว่าที่เจ้าของค่ายเพลงดัง ในมือกำลังถือหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาของคิมแจจุงนักร้องในค่ายที่กำลังโด่งดังที่สุดตอนนี้
ริมฝีปากบางยื่นออกมาอย่างขัดใจ แขนเล็กๆทั้งสองข้างยกขึ้นกอดเอวผู้จัดการของตนจากด้านหลังพร้อมเสียงทุ้มหวานเอ่ยออดอ้อน “ฉันไม่ไปเรียนได้มั้ยยุนโฮ เรียนอะไรก็ไม่รู้ยากจะตาย นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ บอกยูชอนให้ทีสิ นะๆ แล้วฉันจะตั้งใจซ้อมไม่ดื้อกับนายอีก นะ...ยุนโฮ”
ยูชอนยกหนังสือเรียนในมือขึ้นมาตีหน้าผากตังเองดังป้าบ แล้วเมื่อมองหน้ายุนโฮที่เป็นทั้งเพื่อนรักของตนและเป็นผู้จัดการของแจจุงที่กำลังจะอ้าปากพูดก็ยกมือขึ้นมาห้ามทันที “พอเลย ฉันรู้ว่านายจะพูดอะไร ให้มันได้อย่างนี้สิ นายตามใจแบบนี้แจจุงถึงได้เอาแต่ใจ ฉันไม่ยุ่งกับพวกนายแล้ว ยุนโฮ...นายทำยังไงก็ได้ให้แจจุงเรียนให้จบ ม.ปลาย ไม่งั้นไม่ต้องฝันถึงอัลบั้มชุดต่อไปเลย” พูดเสร็จก็ยัดหนังสือเรียนลงใบมือของอีกฝ่ายแล้วเดินไปอย่างอารมณ์เสีย
“ใจร้าย” แจจุงบ่นอุบตามหลัง ก่อนจะหันหน้าขึ้นมายิ้มออดอ้อนอีกคนที่ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ
“ก็ได้ๆ ไม่เรียนก็ไม่เรียน แต่นายต้องให้ชางมินติวเข้มแล้วต้องสอบให้ผ่านด้วยเข้าใจมั้ย คิมแจจุง” ว่าพลางหยิกแก้มนุ่มๆนั้นอย่างหมั่นไส้พร้อมกับก้มลงจูบซ้ำทั้งทั้งสองข้าง แจจุงยังคงยิ้มกว้างเหมือนทุกครั้งเพราะรู้ดีว่าไม่ว่าอะไรผู้จัดการของเขาก็จะตามใจเสมอ
“ฉันรู้ว่านายชอบ เพราะงั้นไม่ลืมหรอก”
“สวยดีเนอะ”
“อืม สวยเหมือนนาย”
“ฉันรักแจจุงนะ”
.
.
.
“ผมไม่อิ่ม” เสียงที่อยู่ๆก็ดังขึ้นเรียกให้ยุนโฮสะดุ้ง ชายหนุ่มสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวทิ้งแล้วรีบหันมาสนใจคนตรงหน้าที่ลุกขึ้นมาจัดการกับข้าวผัดอีกครั้งจนเกลี้ยงกล่อง ตากลมโตมองหน้าเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “ผมจะไปทำบ่ะหมี่” ว่าพลางทำท่าจะลุกขึ้นแต่ยุนโฮก็ห้ามไว้
“ไม่ต้องหรอก ออกไปกินข้างนอกก็ได้เพราะไหนๆก็ต้องออกไปอยู่แล้ว” ร่างสูงบอกพร้อมกับลุกขึ้นหยิบเสื้อนอกขึ้นมาสวมแล้วหยิบกุญแจรถ หันมากวักมือเรียกแจจุงที่กำหน้างงครั้งหนึ่งก่อนจะเดินออกไป
.
.
แจจุงโผล่หน้าออกมานอกรถมองดูสองข้างทางที่เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คน ลมที่ปะทะใบหน้าถึงจะมีกลิ่นควันรถติดมาแต่มันก็ยังให้ความรู้สึกสดชื่นกว่าห้องนอนในโรงเรียนดัดสันดานที่เขายังจำได้ดี แต่แล้วลมที่แจจุงเพิ่งชมไปเมื่อครู่ก็พัดเอาฝุ่นดินก้อนโตมาเข้าตาซะอย่างนั้น
“ฝุ่นเข้าตาเหรอ” ยุนโฮถามเมื่อเห็นข้อมือเล็กๆกำลังขยี้ตาตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มให้กระจกเลื่อนขึ้น นึกในใจเล่นๆว่าดีที่ไม่เป็นน้ำแข็งหรือขยะจากรถคันที่วิ่งข้างหน้าที่มักง่ายทิ้งออกมาให้เห็นบ่อยๆ
“อ่า...” เสียงเอ่ยเบาๆทำให้ยุนโฮเหลือบมามองอีกครั้ง แล้วก็พบว่าแจจุงกำลังก้มมองที่มือของจนเองที่ตอนนี้คอนแท็คเลนส์สีฟ้าข้างหนึ่งนอนยับไม่เป็นท่าอยู่ ยุนโฮหัวเราะพรืดออกมาอย่างอดไม่ได้ เพราะเกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนขยี้ตาจนเลนส์ติดมืออกมาด้วย
“สงสัยเราคงต้องแวะร้านแว่นตาก่อนแล้วล่ะ” พูดยิ้มๆก่อนจะหักเลี้ยวเมื่อมาถึงทางเข้าห้างสรรพสินค้า รอยยิ้มบางเบาแย้มขึ้นนั้นดูเลื่อนลอยเมื่อเขาเผลอคิดว่าจะได้สายตาที่มองค้อนหรือไม่ก็ได้เห็นท่าอมลมจนแก้มป่องของอีกฝ่าย ลืมไปว่าคนข้างๆเขาตอนนี้ไม่ใช่บางคนขี้งอนคนนั้น
สภาพที่ตาข้างหนึ่งสีฟ้าข้างหนึ่งสีดำของแจจุงทำเอาพนักงานที่ร้านขายแว่นตาตกใจ แต่พอฟังที่ยุนโฮเล่าแล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มขำแทน “นี่ค่ะ สีดำขนาดสายตาตามที่บอก เปลี่ยนเลยดีมั้ยคะ” สาวน้อยพนักงานบอกพร้อมยิ้มให้ ยุนโฮพนักหน้าก่อนจะดันหลังแจจุงที่กำลังเดินชมเลนส์สีอื่นอยู่ให้เข้าไปด้านใน แล้วสักครู่ก็ต้องลอบยิ้มขำเมื่อได้ยินเสียงทุ้มที่พยายามบอกกับพนักงานว่าจะใส่เองกับเสียงเล็กแหลมที่บังคับใส่ให้ดังขึ้นมาเป็นพักๆ ก่อนที่ไม่นานทั้งสองจะเดินออกมาด้วยสภาพที่คนผมสีทองผมกระเซอะกระเซิงส่วนอีกคนก็ลอบปาดเหงื่อ
“ดูดีขึ้น” ยุนโฮบอกซึ่งคนถูกชมเพียงแค่ส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“ใช่ค่ะ ดูดีมากเลย ว่าแต่เมื่อครู่ไม่ทันสังเกต คุณนี่หน้าตาคล้ายๆ...”
“เอ่อ...เท่าไหร่ครับ” ยุนโฮพูดแทรกทันทีพร้อมกับล้วงกระเป๋าเงินออกมา พนักงานมองหน้าเขาอย่างงงๆแต่ก็ยอมบอกราคาแล้วรับเงินไปโดยดี
ทั้งสองออกจากร้านแว่นตาเกือบบ่ายสอง และรู้สึกว่าแจจุงจะลืมไปแล้วว่าตัวเองยังทานข้าวไม่อิ่มจึงไม่ได้ทักท้วงเมื่อยุนโฮพาไปร้านทำผมที่อยู่อีกชั้น เสียงพนักงานกล่าวทักทายดังขึ้นอย่างคุ้นเคยพร้อมกับสายตาแทบทุกคู่ที่มองมาทำให้แจจุงรู้สึกอึดอัดไม่น้อย นึกในใจว่าน่าจะชินได้แล้วเพราะมักจะโดนคนมองแบบแปลกๆมาตั้งแต่เมื่อก่อน “ยุนโฮ” หญิงวัยกลางคนที่มีทรงผมสุดทันสมัยพูดขึ้นตั้งแต่เจ้าตัวยังเดินมาไม่ถึง
“พี่มินยองสวัสดีครับ” ยุนโฮเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้ม มือเรียวยกขึ้นกุมมืออีกฝ่ายที่ยื่นมาให้อย่างสนิทสนม
“ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้ล่ะ หื้อ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมา” มินยองพูดอย่างงอนๆเรียกรอยยิ้มขำจากทั้งยุนโฮและพนักงานในร้าน ที่รู้ดีว่าเจ้านายทั้งรักทั้งเอ็นดูยุนโฮเหมือนน้องชายแท้ๆ จึงมักจะงอนเมื่ออีกฝ่ายไม่ค่อยโผล่มาเยี่ยม
“ลมเจ้ายูชอนหอบมาครับ” ยุนโฮบอกแล้วก็เห็นว่าอีกฝ่ายทำตาโต
“มีเด็กจะเดบิวต์เหรอ” เอ่ยถามอย่างตื่นเต้น เพราะรู้ดีว่านอกจากเวลาที่สองหนุ่มเพื่อนซี้นึกอยากจะเปลี่ยนทรงผมแล้ว ก็มีตอนที่นักร้องในค่ายจะเดบิวต์นี่แหละที่จะมาใช่บริการร้านของเธอแทนช่างทำผมที่ทางค่ายจ้างไว้
ยุนโฮยิ้มบางให้เธออีกครั้งก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้มินยองเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา “นี่คิมแจจุง อีกสองเดือนกว่าก็จะเดิบิวต์”
มินยองมองเจ้าของร่างบอบบางก่อนรอยยิ้มจะค่อยๆเลือนหายไปจากใบหน้า ดวงตาที่เริ่มมีริ้วรอยจ้องสบกับตากลมโตสีดำสนิทนั้นนิ่ง แล้วความรู้สึกร้อนผ่าวก็แผ่ขึ้นมาที่ขอบตาทันที “ยุนโฮนี่มัน...” มินยองพูดไม่ออก ยิ่งเมื่อได้เพ่งมองชัดๆก็ราวกับว่าเธอได้เห็นคนที่ไม่ได้เห็นมานานแสนนานอีกครั้ง
“ครับ ผมก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่เขาเพิ่งจะอายุ 17 เองครับพี่มินยอง” ยุนโฮบอก ไม่แปลกใจเลยที่พี่มินยองจะตกใจ เพราะเขาเองตอนที่เห็นรูปแจจุงครั้งแรกก็แทบไม่อยากจะเชื่อ ไม่เคยคิดว่าจะมีคนที่เหมือนกันได้ขนาดนี้ “พี่ช่วยทำให้ดูดีกว่านี้ได้ใช่มั้ยครับ” ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับแขนข้างหนึ่งที่ยกขึ้นมาโอบไหล่อีกฝ่าย ตาคมอ่อนโยนมองแจจุงที่กำลังทำหน้าสงสัยแล้วเปลี่ยนเรื่องพูดอีกครั้ง “เอาสีทองออกไปให้หมดเลยนะครับพี่”
“อะ...อืม ได้สิ เดี๋ยวจะทำสุดฝีมือเลย” มินยองรีบปั้นยิ้มให้แจจุงก่อนจะเรียกพนักงานให้พาไปสระผม ดวงตาอบอุ่นมองยุนโฮอย่างมีความหมายอีกครั้งก่อนที่ตัวเองจะเดินไปเตรียมอุปกรณ์
ยุนโฮยังคงนั่งรออยู่ในร้าน มองแจจุงที่พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ตัวเองหลับระหว่างการทำสีผม เขานึกแปลกใจไม่น้อยที่แจจุงเลือกจะทำสีดำ ทีแรกที่เขาให้เป็นคนเลือกว่าจะทำสีไหนก็นึกว่าเจ้าตัวอยากจะเปลี่ยนเป็นสีที่ใกล้เคียงกับของเดิมมากกว่า ถึงพี่มินยองจะบอกว่าสีดำจะทำแล้วทั้งหน้าทั้งตัวดูซีดแต่เจ้าตัวก็ยังยืนยัน โดยให้เหตุผมว่าอยากกลับไปเป็นเหมือนตอนที่เพิ่งออกจากท้องแม่อีกครั้ง งานนี้เล่นเอาเขาพูดไม่ออก ส่วนพี่มินยองก็หัวเราะชอบใจซะยกใหญ่
“เหมือนกันมากเลยนะ” ยุนโฮเลิกคิ้วเมื่อมินยองที่เพิ่งทิ้งตัวนั่งลงข้างๆพูดขึ้น ตาคมมองอีกฝ่ายที่สายตายังคงมองแจจุงแล้วหันมาหาเขา “ขอโทษด้วยที่ตอนแรกพี่ทำท่าตกใจเกินเหตุ แต่เหมือนกันจนเผลอคิดว่าเป็นคนๆเดียวกัน เธอไปเจอเด็กคนนี้ที่ไหนเหรอยุนโฮ”
“ไม่ใช่ผมหรอกครับ ยูชอนต่างหากที่ไปพาตัวออกมาจาก...จากโรงเรียนดัดสันดาน เจ้านั่นบอกว่าแจจุงร้องเพลงเพราะมาก พี่ก็รู้ว่าถ้าลองถูกใจใครแล้วมันจะไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือ” ยุนโฮบอกทำให้มินยองที่ทำหน้าตกใจค่อยๆพยักหน้า
“แล้วเธอล่ะยุนโฮ อยู่กับเด็กคนนี้ไม่เป็นไรแน่เหรอ”
ยุนโฮยกยิ้มให้หล่อนก่อนจะพยักหน้า “ผมสบายดีครับ” คำตอบทำให้หล่อนยิ้มน้อยๆ มินยองบีบมือใหญ่แรงๆทีหนึ่งอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะเดินไปดูแจจุงที่กำลังต่อสู้กับอาการง่วงนอนเป็นการใหญ่ หล่อนหัวเราะพลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดูก่อนจะสั่งให้พนักงานพาไปล้างผม
ครึ่งชั่วโมงต่อมาแจจุงก็นั่งอยู่หน้ากระจกด้วยสีผมและทรงผมใหม่ มินยองมองกระจกที่สะท้อนภาพเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ผมสีดำสนิททำให้ทั้งเนื้อตัวซีดลงก็จริง แต่พอตัดให้สั้นลงอีกนิดกลับดูดีขึ้นผิดหูผิดตา เป็นภาพสะท้อนของคนที่ทั้งหล่อนและยุนโฮรู้จักไม่ผิดเพี้ยนสักนิด “เสร็จแล้วใช่มั้ยครับ” เสียงทุ้มหวานเอ่ยถามทำให้มินยองรีบดึงตัวเองออกจากความคิด มือเรียวสะบัดผ้าคลุมสีขาวออกก่อนจะปัดเศษผมที่ติดอยู่ออกให้หมด แจจุงรีบผลุดลุกจากเก้าอี้ทันทีพร้อมกับบิดตัวไปมอย่างเมื่อยล้า เขาโค้งให้มินยองแทนคำขอบคุณก่อนจะก้าวไปหายุนโฮ
“ดูดีมาก” ชายหนุ่มบอกเมื่อมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยืนขึ้นแล้วชะโงกหน้าร้องบอกมินยอง “ลงบัญชีเจ้ายูชอนไว้นะครับพี่มินยอง” ยุนโฮพูดพลางยิ้มกว้าง ก่อนจะพาแจจุงเดินออกไปจากร้านโดยมีสายตาของมินยองมองตามอย่างเป็นห่วง
...ขอให้ยุนโฮไม่เป็นอะไรอย่างที่บอกจริงๆเถอะ...
TBC …………………………………………………
edit @ 26 Jul 2008 15:58:04 by KimJeIn