Just say [2]
“ไม่ใช่ๆ... ต้องมีแปดสเต็ปแบบนี้” เสียงที่เคยเล็กแหลมของจุนซู...ครูสอนเต้นคนเก่งยามนี้ฟังดูแหบแห้งลงจนรู้สึกได้ชัด ร่างเล็กเพรียวลุกขึ้นวาดลวดลายท่าเต้นรอบแล้วรอบเล่าเพื่อเป็นตัวอย่าง แต่กระนั้นนักเรียนคนใหม่ล่าสุดของเขาก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะทำได้สักที ดวงตาเล็กรีจ้องสบกับดวงตากลมโตที่ต่างก็เต็มไปด้วยความเมื่อยล้าแล้วถอนหายใจ “ถ้างั้นวันนี้ก็พอก่อน แต่นายต้องกลับไปซ้อมให้หนักขึ้น ไม่ใช่ว่าผ่านมาตั้งสองอาทิตย์ยังไม่ถึงไหน” ว่าพลางยกขวดน้ำเกลือแร่ขึ้นมาดื่ม ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ ว่าทำไมแมวมองตาเพชรอย่างคุณยูชอนถึงได้คิดว่าเด็กที่ไม่มีทักษะอะไรเลยแบบนี้จะเป็นนักร้องได้
เมื่อจุนซูไม่ได้พูดอะไรต่อแจจุงที่ยืนหอบอยู่ก็เดินมาเก็บกระเป๋า มือเรียวคว้าเอาขวดน้ำเกลือแร่ของตนขึ้นมาแล้วสองขาก็ลากร่างโทรมๆของตัวเองออกไปจากห้องซ้อม เสียงประตูปิดลงเบาๆแล้วจุนซูจึงได้หันกลับมาเก็บของของตัวเองบ้าง เขาก้มลงดูนาฬิกาแบบสปอร์ตบนข้อมือของตัวเองแล้วก็ต้องเร่งมือ แจจุงกำลังจะทำให้เขาไปสาย ขายาวก้าวไปยังประตูอย่างรีบร้อน แต่ยังไม่ทันที่จะได้เปิดออกคนที่อยู่อีกด้านก็ผลักเข้ามาก่อน “คุณยูชอน” เจ้าของชื่อยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้ามาข้างใน ดวงตาคมกริบเจ้าเสน่ห์มองไปรอบๆก่อนจะมาหยุดที่คนตรงหน้า “แจจุงกลับไปแล้วเหรอ”
“ครับ ผมไล่ให้กลับไปซ้อมที่ห้อง ขืนอยู่ต่อไม่ผมก็เขาคงได้เหนื่อยตายไปข้าง” จุนซูบอกพลางบ่นนิดๆก่อนจะเอ่ยถามบ้าง “แล้วเรื่องเพลงไปถึงไหนแล้วครับ” พอเขาถามคำถามนี้ก็เห็นยูชอนถึงกับถอนหายใจ เท่านั้นจุนซูก็รู้ได้ทันทีว่าที่อีกฝ่ายเข้าไปคุยกับชางมินเรื่องเพลงที่แจจุงจะใช้เดบิวต์ก็ไม่พ้นเข้าไปทะเลาะกันเหมือนเดิน
“ฉันละปวดหัวกับหมอนั่นจริงๆ” ร่างสูงเอ่ย เพราะนอกจากชางมินจะไม่ยอมแต่งเพลงให้แล้วยังชักชวนนักแต่งเพลงคนอื่นๆให้ปฏิเสธเขาไปด้วย “ว่าแต่นาย...ดูรีบๆนะ มีนัดเหรอ”
“ครับ” จุนซูตอบ
“ผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ” เสียงเอ่ยแซวนั้นทำให้จุนซูส่ายหน้า ทั้งที่คนในบริษัทก็รู้ดีว่าเขากำลังคบหาอยู่กับโกอึนานักแสดงในสังกัด แต่เจ้านายของเขาคนนี้ก็ยังคงขยันถาม
“ผมไม่ใช่คุณยูชอนนะที่ผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ไม่ปฏิเสธ” คำพูดตอกกลับทำเอาร่างสูงหัวเราะชอบใจก่อนจะพูดประโยคเดิมๆที่จุนซูคิดว่าเขาได้ยินวันละเป็นสิบๆรอบ
“อะไรกันจุนซู นายยังไม่รู้อีกเหรอว่านอกจากนายแล้วฉันไม่อะไรกับใครทั้งนั้น” ว่าพลางขยับเข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหล่าเลื่อนเข้ามาใกล้ใบหน้าน่ารักที่กำลังมีสีหน้าระอาสุดๆ
“คร้าบๆ รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ แต่ตอนนี้ผมสายแล้วขอทางด้วย” ว่าพลางตวัดเสียงห้วนท้ายประโยค ยูชอนมองสบดวงตาเรียวเล็กที่มองหน้าตนพร้อมกับเจ้าตัวที่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาเคาะให้ดูแล้วยักไหล่ ร่างสูงเบี่ยงตัวหลบเปิดประตูออกแล้วทำท่าผายมือให้อย่างน่าหมั่นไส้ จุนซูได้แต่ส่ายหน้ารอบแล้วรอบเล่า ทั้งเอาแต่ใจ ทั้งกวนประสาทคงไม่มีใครเกินคนๆนี้แน่
.
.
หลังจากที่ออกจากห้องซ้อมด้วยความอ่อนล้า แทนที่จะตรงกลับห้องพักแต่แจจุงก็เลือกที่จะมานั่งเล่นที่ริมแม่น้ำฮัน ร่างเพรียวบางทิ้งร่างกายนอนลงบนผืนหญ้านุ่ม รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนแทบไม่อยากจะขยับมากไปกว่านี้ เปลือกตาบางปิดสนิทเพื่อสูดอากาสบริสุทธิ์ที่หาอยากในเมืองหลวงเข้าปอด เสียงพูดคุยกะหนุงกะหนิงกันของคู่รักดังเข้าหูอยู่เรื่อยๆ พาลให้นึกไปถึงโรงเรียนแห่งใหม่ที่เพิ่งเข้าไปเรียนได้สองอาทิตย์ หรือจริงๆคือเขาได้ไปอาทิตย์ละสามวันเพราะต้องซ้อมหนัก แต่ก็เป็นโรงเรียนที่เต็มไปด้วยคู่รักที่คิดว่ามากที่สุดที่เขาเคยเห็นมา
เสียงสวบสาบดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แจจุงรีบลืมตาพร้อมลุกขึ้นด้วยความตกใจที่อยู่ๆก็มีคนมาดึงหมวกที่เขาดึงลงมาปิดตาออก “นาย...นักเรียนใหม่จริงๆด้วย” เสียงของผู้มาใหม่ดังขึ้น ดวงตาคมที่มองมาเบิกขึ้นราวกับว่าแปลกใจมากที่เห็นเขา แจจุงจำได้ว่าคนๆนี้คือเชวซีวอนหัวหน้าชั้นของห้องที่เขาอยู่ “ฉันเห็นนายเดินออกมาจากที่นั่น เป็นเด็กฝึกเหรอ” ซีวอนถามพลางชี้ไปยังตึกที่สูงพ้นตึกหลังอื่นๆขึ้นมา ก่อนจะหันมาหาแล้วถือวิสาสะนั่งลงข้างๆ
แจจุงมองนิ่งๆอยู่สักครู่ก่อนจะพยักหน้ารับ ดวงตากลมโตมองคนตรงหน้าอย่างสงสัยแล้วจึงเอ่ย “ฉันกำลังจะออกเทป แล้วนาย...สะกดรอยตามฉันงั้นเหรอ”
“เปล่านะ ฉันแค่บังเอิญผ่านมาเห็นเลยอยากรู้ ไม่ได้สะกดรอยนายอย่าเข้าใจผิด ว่าแต่นายจะได้เดบิวต์จริงๆเหรอ ฉันมีเพื่อนที่เคยเข้าไปเป็นเด็กฝึกของที่นั่น แต่อยู่ๆก็ลาออกเห็นว่าฝึกโหดมากแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เป็นนักร้องจริงๆหรือเปล่า แต่นายนี่เห็นจะจริง...” ซีวอนพูดยาวเหยียดก่อนจะชะงักลงเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของแจจุงดังขึ้น แจจุงรับโทรศัพท์เสียงเบาๆจนซีวอนไม่แน่ใจว่าคนปลายสายจะได้ยินหรือเปล่า แล้วฉับพลันก็ลุกขึ้นเก็บกระเป๋าก่อนจะเดินไปโดยไม่บอกกล่าว “เฮ้!! นายจะไปไหนน่ะ”
“กลับ ถูกโทรมาตามแล้ว” แจจุงตอบ ดวงตากลมโตสบกับอีกฝ่ายครั้งหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินไป
“งั้นไว้เจอกันที่โรงเรียนนะ!! ฉันชื่อเชวซีวอน จำไว้ด้วยล่ะ!!” ซีวอนลุกขึ้นพร้อมตะโกนตามหลัง ก่อนจะยกยิ้มเมื่อคนที่ทำเหมือนไม่ค่อยชอบพูดอะไรยกมือขึ้นมาเป็นเชิงรับรู้ ใบหน้าหล่อเหลาดูอ่อนโยนยิ่งนักยามทอดสายตามองตามจนร่างเพรียวบางลับตา แล้วเสียงทุ้มนุ่มก็เอ่ยเบาๆขึ้นมา “ฉันรอฟังเสียงนายอยู่...แจจุง”
.
.
“กลับมาแล้วครับ” แจจุงพูดเสียงเนือยๆยามเมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องพัก พลางก้มหน้าก้มตาถอดรองเท้าวางไว้บนชั้น ใบหน้าน่ารักหมดจดยามนี้ดูอ่อนล้านัก หากแต่เมื่อเจ้าตัวเริ่มสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปของห้องดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
แจจุงพรวดพราดเข้ามาข้างในแล้วก็พบว่าสภาห้องพักของตนนั้นราวกับเพิ่งโดนระเบิด ขณะที่ข้างเตียงก็มียุนโฮที่กำลังจัดนั่งเก็บของใช้ที่กระจายอยู่บนพื้นห้อง “เกิดอะไรขึ้น” แจจุงถามอย่างตกใจ หากแต่ยุนโฮกลับเพียงหันหน้าขึ้นมามองเขาแล้วถอนหายใจ
“คงเป็นพวกหัวขโมย ไม่รู้สิ...พอฉันมาถึงสภาพก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยติดจะอารมณ์เสียไม่น้อย ไม่รู้ว่าเจ้าของอพาร์ทเม้นทำอะไรอยู่ถึงได้ปล่อยให้ขโมยขึ้นมาได้แบบนี้ ทั้งที่ตอนจะให้เขาตกลงเช่าก็ยืนยันอย่างดีว่ามียามรักษาความปลอดภัยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง “แต่รู้สึกว่าจะไม่มีอะไรหายไปนะ” ยุนโฮพูดต่อ เขายกกล่องที่เก็บของใส่ขึ้นมาวางไว้บนเตียงพลางมองไปรอบๆ ถึงจะบอกว่าไม่มีอะไรหายเพราะแจจุงไม่มีของมีค่าสักชิ้น แต่ห้องก็เละเทะไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ตู้เย็นมินิบาร์ มันคงเอาไปไม่ได้เลยพังทิ้งซะ
แจจุงหน้าเสียจนเห็นได้ชัดและก็เข้าใจว่าทำไมตอนที่คุยทางโทรศัพท์เสียงของยุนโฮถึงฟังดูเครียดๆ เขามองข้าวของที่หล่อนกระจาย บ้างก็เสียหายเต็มพื้นห้องอย่างไม่รู้จะทำยังไง ที่สุดก็ทำได้แค่เดินไปถอดปลั๊กตู้เย็นที่ล้มอยู่บนพื้นออกแล้วจึงพูดขึ้น “ผมน่าจะตรงกลับห้องเลย ไม่น่าแวะที่อื่นก่อน” เสียงทุ้มดังแผ่วอย่างรู้สึกผิด ถ้าเขาตรงกลับห้องหลังจากซ้อมเสร็จบางทีอาจจะทันเจอคนร้ายก็ได้
“ไม่ตรงกลับมาเลยน่ะดีแล้ว เพราะถ้าเกิดมันเจอนายอาจจะถูกทำร้ายก็ได้” ยุนโฮบอกพลางยิ้มบางให้ ดวงตาคมกริบอ่อนโยนลงชัดเจนนักยามมองตรงมาที่แจจุง ก่อนสักครู่จะละสายตากวาดมองไปรอบๆ “สงสัยอยู่ที่นี่คงจะไม่ค่อยปลอดภัยแล้วล่ะ ฉันจะรีบหาห้องเช่าใหม่ให้เร็วที่สุดระหว่างนี้นายคงต้องไปอยู่ที่บ้านของยูชอนก่อน เดี๋ยวฉันจะโทรไปบอกหมอนั่น รีบเก็บของซะนะ”
“ไปอยู่กับคุณปาร์ค? ให้ตาย...ไม่มีคนอื่นแล้วหรือไง” แจจุงพูดขึ้นมาเสียงดังกว่าปกติ ริมฝีปากอิ่มสบถกับตัวเองเบาๆเมื่อคิดถึงใบหน้ากับรอยยิ้มโหดๆของยูชอนที่เจอมาตลอดสองอาทิตย์ ขนาดแค่ตอนซ้อมที่บริษัทยังเล่นเอาเขากับคนสอนเกือบตาย แล้วถ้าต้องไปอยู่ร่วมชายคาเขาไม่ต้องโดนจับมาร้องมาเต้นทั้งวันเหรอ
ร่างสูงมองใบหน้าบึ้งตึงกับริมฝีปากอิ่มที่ยังคงสบถออกมาไม่ขาดแล้วยกยิ้มบาง นี่ถ้าเปลี่ยนจากกิตติศัพท์เรื่องความโหดมาเป็นเรื่องความใจดีต่อเด็กฝึกหัด ยูชอนคงจะได้รับโล่รางวัลเยอะจนไม่มีที่วางแน่ๆ “ไม่ชอบที่หมอนั่นเข้มงวดน่ะไม่เป็นไร แต่อย่ามีอคติก็พอ เพราะถึงจะโหดแต่ยูชอนก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแมวมองมือหนึ่งของวงการ แล้วการที่เขาเลือกนายนั่นก็หมายความว่าเลือกแล้วจริงๆ ...รับรอบว่านายจะโด่งดังไม่แพ้นักร้องคนอื่นๆที่ค่ายของเราเคยปั้น”
“เหมือนกับที่ปั้นคิมแจจุงให้เป็นตำนานใช่มั้ย?”
คำพูดที่ดังขึ้นมาทันทีที่จบประโยคทำเอายุนโฮชะงัก มือเรียวที่ยกขึ้นมาจับชายผ้าม่านให้เลิกขึ้นค้างอยู่กับที่ ดวงตาคมวูบไหวฉับพลันเมื่อชื่อของคนๆนั้นถูกพูดขึ้น ร่างสูงค่อยๆหันมาหาก่อนจะพบว่าแจจุงกำลังมองมาที่เขาอย่างสงสัย แต่ที่สุดไหล่บางก็ไหวขึ้นแล้วพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “ตั้งแต่โตขึ้นมาผมก็ถูกทักว่าหน้าเหมือนคิมแจจุง ซ้ำชื่อก็ยังเหมือนกันอีก แล้วเวลาออกไปข้างนอกก็มักจะถูกเข้าใจผิดประจำ ตอนแรกก็ไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่หรอกนะที่มีคนเข้ามาทักผิดๆถูกๆ แต่หลังๆก็เริ่มชินแล้วก็ทำเป็นไม่ใส่ใจซะ เพราะต่อให้เหมือนยังไงผมก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องอะไรกับเขา...” เสียงทุ้มหวานหยุดลงขณะที่มือก็เก็บข้างของเข้ากระเป๋าไปเรื่อยๆ ดวงตากลมโตนั้นไม่ได้สนใจท่าทีนิ่งงันของยุนโฮมากไปกว่าการตรวจนับของๆตนเลยสักนิด เสียงซิปถูกรูดปิดลงพร้อมกับแจจุงที่ยกเป้หลังขึ้นมาพาย ก่อนร่างบอกบางจะยืนขึ้นมาสบตากับยุนโฮ “ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าที่คุณปาร์คอยากได้ตัวผมไม่ใช่เพราะผมเสียงดีอย่างที่เจ้าตัวบอก แต่อยากให้มาเป็นตัวแทนของคิมแจจุงคนที่ตายไปแล้วต่างหาก” น้ำเสียงที่เรียบเรื่อยยังคงไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ตัวเองพูด พร้อมกับใบหน้าน่ารักที่เอียงน้อยๆอย่างสงสัยยามเมื่อมองท่าทางจองคนตรงหน้า
“ฉันนึกว่านายไม่รู้เรื่องนี้” ที่สุดยุนโฮก็เอ่ยออกมาเบาๆราวกับเพิ่งหาเสียงของตัวเองเจอ
แจจุงยักไหล่อีกครั้งก่อนจะตอบ “ถึงจะไม่ได้ชอบอะไร ซ้ำเขายังเกิดก่อนผมตั้งแปดปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่รู้จัก ตอนเขาตายผมอายุสิบห้า ตอนนั้นยังนั่งดูข่าวกับเพื่อนอยู่เลย เด็กผู้หญิงที่อยู่ในในโรงเรียนที่คลั่งเขามากๆก็ยังพากันร้องให้แทบตาย ...ไม่มีใครไม่รู้จักหรอก”
ยุนโฮยืนนิ่ง รู้สึกราวกับถูกดึงกลับไปยังวันเวลาเลวร้ายเหล่านั้นอีกครั้ง ภาพกรุงโซลที่อลหม่านยังคงติดตา ทั้งเมืองราวกับเกิดจลาจลเมื่อข่าวการตายของคิมแจจุง...นักร้องขวัญใจประชาชนแพร่กระจายออกไป เขายังจำภาพเด็กสาวที่เป็นลมลงกลางทางเดินทันทีที่เธอดูข่าวจากโทรทัศน์ได้ เสียงร้องไห้ของแฟนเพลงกับสีดำที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เต็มไปหมด
แจจุงมองยุนโฮที่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำแล้วรู้สึกใจหาย พลางคิดว่าเขาไม่น่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเลย ไม่เพียงแค่ทำให้คนที่รู้จักกับคนที่ตายไปแล้วอย่างคนตรงหน้ารู้สึกไม่ดีแล้ว ก็อาจจะเกิดผลกระทบต่อตัวเองด้วย “ผมรู้ว่าตัวเองไม่เก่งขนาดนั้น แต่ผมจะพยายามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้คุณไม่ต้องกังวลหรอก” เสียงทุ้มหวานรีบพูดขึ้นอย่างลุกลน “อย่าเพิ่งถอดใจและไล่ผมออกเลยนะครับ ผมไม่มีที่ไหนให้กลับไป ผมอยากเรียนให้จบ อยากมีที่อยู่ อยากมีบ้าน เพราะฉะนั้นผมจะพยายามให้มากขึ้นเพื่อจะเป็นนักร้องที่ดี ผมสัญญา...ผมจะเป็นคิมแจจุงคนนั้นให้ได้”
.
.
“พี่ไปทำอะไรให้คุณยูชอนถูกใจล่ะคะถึงได้โดนใช้หนักแบบนี้” เสียงสดใสของนักแสดงสาวโกอึนนาดังขึ้นในห้องอาหารญี่ปุ่นที่ถูกกั้นไว้เป็นห้องๆเพื่อบดบังสายตาจากภายนอก ดวงตากลมโตที่แต่งแต้มสีอ่อนๆมองตรงไปยังชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ไม่ตลกเลยนะ เธอไม่มาเป็นพี่บ้างที่ต้องได้ยินคนเรียกชื่อตัวเองชั่วโมงละสามสิบสี่สิบครั้ง นี่ถ้าไม่เห็นว่าคุณยูชอนชอบทะเลาะกับชางมินพี่จะเปลี่ยนให้หมอนั่นมาเป็นผู้ช่วยแทนซะเลย” จุนซูบ่นกระปอดกระแปดพลางมือซ้ายคีบเนื้อปลาดิบเข้าปาก
“สงสัยคุณยูชอนเห็นว่าพี่ใช้คล่องกว่ามั้งค่ะ ก็เล่นถนัดทั้งสองมือเลยนี่นา” อึนนาพูดพลางยิ้มกว้าง ขณะที่จุนซูก็ก้มลงมองมือของตนที่มีตะเกียบประจำอยู่ทั้งสองข้างแล้วก็ยิ้มจนตาหยี
“ว่าแต่เราเถอะถ่ายละครเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าผู้กำกับคนนี้โหดมากเลยนี่ คงไม่ใช่เทคแล้วเทคอีกหรอกนะ” จุนซูเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง อึนนาย่นจมูกอย่างงอนๆใส่ครั้งหนึ่งก่อนจะตอบ
“ฉันไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย แล้วอีกอย่างละครก็ปิดกล้องไปตั้งสองวันแล้ว พี่นี่ไม่รู้อะไรเลยจริงๆนะ”
คำพูดกับท่าอมลมจนแก้มป่องนั้นทำให้จุนซูชะงักมือที่กำลังจะส่งอาหารเข้าปาก “เอ้อ...” เขาเกาหัวอย่างเก้อๆ ใบหน้าน่ารักคล้ายเด็กฉายชัดว่าเจ้าตัวลืมไปแล้วจริงๆนั้นยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกงอนเข้าไปใหญ่ “คือช่วงนี้ยุ่งมากพี่ก็เลย...”
“พอเลย ไม่ต้องพูดแล้ว” เสียงหวานขัดขึ้นอย่างเอาแต่ใจ ดวงตากลมโตค้อนขวับให้อย่างแสนงอน หากแต่เมื่อมองหน้าแฟนหนุ่มที่กำลังรู้สึกผิดแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง อึนนาถอนหายใจทั้งที่ปากยังติดยิ้มก่อนจะเท้าคางลงบนโต๊ะ นึกในใจว่าคงมีไม่กี่บริษัทที่ครูสอนเต้นจะงานยุ่งกว่าดารานักร้องจนไม่มีเวลาอยู่กับแฟนแบบนี้ “ฉันเข้าใจค่ะ” หญิงสาวเอ่ยออกมาสั้นๆ แต่นั่นก็มากพอที่จะให้คนฟังยิ้มกว้างอย่างโล่งใจ
อึนนายิ้มตอบอย่างน่ารัก เพราะอย่างนี้น่ะสิเธอถึงได้รัก คิมจุนซูที่มีความสามารถขนาดที่เป็นนักร้องเดี่ยวได้สบายๆ แต่กลับปฏิเสธที่จะเดบิวต์แล้วมาทำงานเบื้องหลังแทน มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ถึงจะยังดูเด็กมากเมื่อเทียบกับอายุจริง แต่ก็เก่งและน่ารักไม่แพ้ใคร เธอยังคงมองจุนซุที่ทานอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความเพลิดเพลิน ก่อนที่สักครู่มือเล็กบางข้างหนึ่งจะเอื้อมข้ามโต๊ะไปจับมือเรียวของจุนซูเบาๆ “คืนนี้...ฉันไปที่ห้องพี่ได้มั้ยคะ”
เสียงอ้อมแอ้มกับใบหน้าน่ารักที่ขึ้นสีระเรื่อนั้นทำให้จุนซูอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้ ฝ่ามือเรียวดึงออกมาช้าๆก่อนจะเป็นฝ่ายจับมือเล็กบางเอาไว้เอง พร้อมกับน้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยคำตอบที่อึนนาฟังแล้วยิ้มอย่างเขินอาย “ทำไมจะไปไม่ได้ล่ะ เธออยากไปเมื่อไหร่ก็ได้เสมอ”
TBC ……………………………
edit @ 26 Jul 2008 16:08:05 by KimJeIn