Just say… : Prologue
ในห้องกว้างขวางที่ถูกทำให้แคบลงด้วยกองแฟ้มกับกระดาษเข็งแผ่นใหญ่ยังคงความเงียบเชียบ โต๊ะเหล็กขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งอยู่เกือบมุมห้องมีเพียงกรอบรูปกับกระดาษสองสามแผ่น เพราะที่กองเป็นพะเนินอยู่เมื่อสองชั่วโมงก่อนถูกเจ้าของห้องจัดการเรียบร้อยแล้ว กลิ่นกาแฟหอมกรุ่มลอยอวลตามควันที่ลอยอ่อยอิ่งขึ้นมาจากแก้ว เรียกดวงตาคมกริบของชองยุนโฮ...โปรดิวเซอร์มือทองของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ให้หันมาสนใจ
“ขอบคุณครับป้า” ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณพร้อมกับมอบรอยยิ้มนุ่มนวลให้หญิงวัยกลางคน ที่เขาจำได้ว่าทำงานที่นี่ตั้งแต่เขายังเรียนอยู่ ตาคมมองตามแผ่นหลังบางที่งองุ้มนิดๆจนกระทั่งอีกฝ่ายปิดประตู แล้วจึงหันมายกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ หากแต่ยังไม่ทันที่จะได้รู้รสเสียงเคาะเบาๆก็ดังขึ้นเรียกความสนใจไปเสียก่อน ยุนโฮยกยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาใหม่นั้นคือครูสอนร้องเพลงคนเก่ง ที่ตอนนี้กำลังพิงขอบประตูมองเขาอยู่ “ขออีกห้านาที” บอกก่อนจะเริ่มจิบกาแฟ
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร อีกตั้งสิบห้านาทีกว่าจะถึงเวลา ผมแค่แวะมาหากะว่าจะเดินไปพร้อมพี่” เสียงเล็กติดจะแหลมนิดๆบอกพลางเดินเข้ามาหา ดวงตากลมเล็กหากแต่เป็นประกายแวววับจ้องมองแผ่นกระดาษที่ติดรูปขนาด 4x6 นิ้วของใครบางคน “ยูชอนไม่น่าทำแบบนี้” พูดเสียงเบายามไล่สายตาอ่านลายละเอียดในนั้น ก่อนจะหันขึ้นมามองร่างสูงตรงหน้า
ยุนโฮรับรู้ถึงแววความห่วงใยที่ส่งมาให้ “ไม่เป็นไรหรอกน่า ก็มันช่วยไม่ได้นี่ที่หมอนั่นเป็นเจ้านายพวกเรา นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ถูกหมอนั่นใช้ให้มาตามฉันไปให้ได้ไม่ใช่เหรอจุนซู” ยุนโฮถอนหายใจพูด หากแต่ริมฝีปากกลับติดยิ้มเอ็นดูคนตรงหน้าที่เขารักเหมือนน้องชาย ก่อนจะลอบหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายเพียงแค่เบะริมฝีปากโดยไม่เถียง ร่างสูงถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะหยัดตัวขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน นิ้วเรียวหยิบแผ่นกระดาษที่จุนซูดูเมื่อครู่ขึ้นมาถือไว้ “ไปกันเถอะ ถ้าสายฉันขี้เกียจฟังยูชอนบ่น” บอกก่อนจะเดินนำออกไป
จุนซูเพียงแค่พยักหน้าตามหลังเบาๆ แต่ก่อนที่จะได้ก้าวตามไปก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองกรอบรูปบนโต๊ะ มือเรียวหยิบมันขึ้นมาสายตาที่ทอดมองลงไปเต็มไปด้วยความคิดถึง รูปที่แม้คนในรูปจะไม่อยู่แล้วแต่พี่ยุนโฮก็ยังตั้งมันไว้ที่เดิม ถ้าเป็นเขาก็จะทำแบบนี้เหมือนกัน เพราะตัวเองรู้ว่าต่อให้บังคับให้ลืมยังไงก็ไม่มีทางทำได้ จึงขอจดจำเอาไว้จนวันที่ไม่สามารถจำได้แล้วดีกว่า
….เพราะบางทีการลืมก็เจ็บปวดกว่าการจำ...
ประตูห้องประชุมขนาดเล็กถูกเปิดออก ยุนโฮกาวเข้ามาเป็นคนแรก ตามด้วยจุนซูที่เยี่ยมหน้าเข้ามาก่อนแล้วจึงโผล่ออกมาเต็มตัว และแม้จะยังไม่ถึงเวลาที่นัดกันไว้แต่ผู้ร่วมประชุมที่เกี่ยวข้องก็มาเกือบครบแล้ว เริ่มตั้งแต่ปาร์คยูชอนทายาทเจ้าของค่ายที่เพิ่งมารับช่วงได้ไม่กี่เดือนนั่งอยู่หัวโต๊ะ กับควานโบอาครีเอทีฟสาวคนดังของวงการแต่ที่เก้าอีกข้างๆเธอนั้นกลับยังว่างอยู่ ยุนโฮถอนหายใจเมื่อนึกถึงเจ้าของที่ตรงนั้น...นักแต่งเพลงคนเก่งไม่มาตามที่เจ้าตัวประกาศไว้จริงๆ “มาเถอะ” ร่างสูงเอ่ยกับคนข้างหลังโดยไม่ได้หันไปมอง แล้วเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ว่าสองตัวด้านขวามือของยูชอน ยุนโฮส่งยิ้มทักทายกับหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามตามปะสาเพื่อนที่ร่วมงานกันมานาน ก่อนจะมาหยุดตรงที่ร่างเพรียวตรงหัวโต๊ะ หนึ่งเดียวที่ไม่ใช่คนที่ทำงานในนี้
ร่างที่ติดจะแบบบางมากนั้นนั่งทิ้งแผ่นหลังลงบนพนักจนตัวเอนไปด้านหลัง มือทั้งสองข้างซุกลงในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ทสีดำ เช่นเดียวกับใบหน้าขาวหมดจดถูกบดบังด้วยหมวกไหมพรมสีเดียวกับเสื้อก็กำลังเสมองไปทางอื่นโดยไม่สนใจความเคลื่อนไหวเบื้องหน้า ยุนโฮมองท่าทางคนตรงหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น มองตรงไปยังเส้นผมสีทองสว่างที่แล่บออกมาแนบอยู่ข้างแก้ม ความคิดที่ตัวเขาคิดว่าควบคุมได้ดีแล้วนั้นคงเริ่มจะล่องลอยออกไปถ้าหากดวงตาสีฟ้าสดจากการใส่เลนส์ไม่หันขึ้นมามองเสียก่อน ยุนโฮรีบยกยิ้มให้ทันที หากแต่ฝ่ายนั้นกลับมองเขาไม่ถึงสามวินาทีก็หันไปมองอย่างอื่นต่อ
“เอ้อ ผมว่าเราเริ่มกันเลยดีมั้ยครับ ชางมินคงจะไม่มาจริง...” จุนซูที่เริ่มรู้สึกอึดอัดเอ่ยขึ้น หากแต่ยังไม่จบประโยคดีประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างสูงโปร่งของคนที่เขาพูดถึงเดินหน้าตึงเข้ามา
“ขอโทษที่มาสาย พอดีไปเช็คประวัติว่าที่ศิลปินใหม่มาน่ะ” ชางมินเอ่ยพลางปลายตามองไปยังคนที่ตัวเองพูดถึงที่ยังคงนั่งเฉย
“ดีที่มา” คนนั่งหัวโต๊ะเอ่ยสั้นๆก่อนที่ดวงตาเรียวรีจะมองไปยังคนที่นั่งหัวโต๊ะอีกด้าน “มาเริ่มกันเลยดีกว่า ที่ทุกคนเห็นคือว่าที่ศิลปินคนใหม่ของค่ายเรา แนะนำตัวเองหน่ยสิ”
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อถูกเรียก ตากลมโตกวาดมองไปรอบๆแล้วถอยหายใจหนักๆ ร่างที่พิงอยู่อย่างเกียจคร้านค่อยหยัดตรงขึ้นมาพร้อมๆกันกับน้ำเสียงราบเรียบเอ่ย “คิมแจจุง” เสียงที่เอ่ยออกมาเพียงสั้นๆแต่กลับเรียกแววแปลกใจบนใบหน้าหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียว โบอาหันมามองอย่างสนใจด้วยว่าน้ำเสียงแบบนี้ไม่ได้ยินมานานมากแล้ว
ยูชอนถอนหายใจกับคำตอบที่ไม่ได้ทำให้เขารู้จักคนตรงหน้ามากขึ้นเลยสักนิด ชักแปลกใจตัวเองว่าไปจับเด็กแบบนี้มาฝึกเป็นนักร้องได้ยังไง “บอกให้ละเอียดกว่านี้หน่อย อย่างอายุ ส่วนสูง น้ำหนัก ที่อยู่ ความสามารถพิเศษอะไรอย่างนี้”
“อายุ 17 สูง 178 น้ำหนักไม่รู้เพราะไม่ได้ชั่งนานแล้ว แต่คิดว่าไม่น่าเกิน 60 ส่วนที่อยู่...”
“โรงเรียนประจำดัดสันดานที่มีแต่พวกเด็กมีปัญหา ส่วนความสมารถพิเศษนอกจากทะเลาะวิวาทเก่งแล้วก็มีเรื่องผู้หญิง” ชางมินพูดแทรกด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน ก่อนจะโยนแผ่นกระดาษที่เย็บมุม 2 -3 แผ่นไปข้างหน้ายูชอนผู้เป็นคนต้นคิด ที่เก็บเด็กเหลือขออย่างคิมแจจุงมาปั้นเป็นนักร้องโดยไม่ฟังแม้แต่เสียงคัดค้านของพวกเขา “ยังไงผมก็ยังยืนยันคำเดิมที่จะไม่รับเด็กคนนี้เข้ามาฝึกในค่าย พี่ก็รู้ว่าเขาไม่มีคุณสมบัติพอเมื่อเทียบกับ...”
“มีหรือไม่มีคุณสมบัติพอฉันเป็นคนตัดสินใจชางมิน...ไม่ใช่นาย” เสียงราบเรียบแต่แฝงอำนาจของยูชอนดังขึ้นก่อนที่ชางมินจะเอ่ยคำถัดไปมาทำร้ายบางคนที่เขารู้ดีว่ากำลังอดทนที่จะไม่แสดงสีหน้าแววตาอะไรออกมาดวงตานิ่งเฉยสบกับแววตาเดือดดาลของชางมินเพียงผ่านๆก่อนจะหันมาหาโบอา
“ฉันเห็นด้วยกับชางมิน” หญิงสาวถอนหายใจพูด มือเรียวเอื้อมไปหยิบแผ่นกระดาษที่ชางมินทิ้งให้ยูชอนเมื่อครู่ขึ้นมาอ่าน ความจริงเรื่องนี้เคยถูกนำมาพูดถึงแล้วตั้งแต่คิมแจจุงยังไม่มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้ ตอนนั้นทุกคนรวมถึงเธอปฏิเสธด้วยเหตุผลที่รู้กันภายใน แต่ครั้งนี้คงจะทำไม่ได้เพราะดูท่ายูชอนจะจริงจังมาก คงต้องหาเหตุผลที่เข้าท่าและสมเหตุสมผลกว่า “ดูจากประวัติแล้ว... เราคงเสียเงินเยอะในการทำความสะอาด ที่สำคัญยิ่งกว่า คือถ้าเดบิวต์ไปแล้วถูกนักข่าวขุดคุ้ยขึ้นมาก็มีแต่ดับสถานเดียวนั่นก็เท่ากับว่าสิ่งที่เราลงทุนไปเสียเปล่า ไหนจะเรื่องรูปร่างหน้าตาอีก” คราวนี้เธอหันขึ้นมาสบตากับแจจุง ถึงแก้วตาสีฟ้าสดนั้นดูจะไม่จับจดอยู่ที่เธอ แต่โบอาก็รู้ว่านัยน์ตาสีดำสนิทข้างใต้นั้นกำลังจ้องเธอเขม่ง หญิงสาวหันมาหายูชอนที่ตอนนี้เริ่มมีสีหน้าเครียดเห็นได้ชัด ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่เบาลงหากแต่จริงจังยิ่งขึ้น “ยูชอน ฉันไม่อยากเสี่ยงกับเด็กที่มีแววรุ่งแค่ 0.01 เปอร์เซ็น แต่มีแววดับถึง 99.99 เปอร์เซ็นอย่างเด็กคนนี้”
“ผมเห็นด้วยกับทั้งชางมินและคุณโบอา” เจ้าของใบหน้าน่ารักแทรกขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถาม มันอาจจะดูใจแคบที่ตัดสินใจตั้งแต่ยังไม่ทดสอบคนๆนี้ แต่เพราะความคิดส่วนใหญ่ของเขาเอนเอียงไปทางปฏิเสธอยู่แล้วทำให้ตอบได้โดยไม่ต้องคิดซ้ำ
“เหตุผลก็คงจะเหมือนสองคนนี้ด้วยใช่มั้ย” ยูชอนถามโดยไม่ต้องการคำตอบ อันที่จริงจะว่าเหมือนสองคนก็ไม่ได้ จุนซูคิดเหมือนชางมินมากกว่าที่จะคิดอย่างมีเหตุผลสมควรเหมือนครีเอทีฟมากประสบการณ์อย่างโบอา ร่างสูงยกมือขึ้นมากดที่หว่างคิ้วซึ่งทุกคนรู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวนั้นกำลังเครียด เขาหันขึ้นมามองคนที่ถูกขุดคุ้ยประวัติแต่กลับยังนั่งเฉยแล้วอดส่ายหน้าไม่ได้ แต่กระนั้นเขาก็ยังยืนยันคำเดิม “แต่ยังไงฉันก็ยังไม่เปลี่ยนความคิด” ประโยคที่ดังขึ้นทำให้ชางมินแทบผลุดลุกจากเก้าอี้หากคนข้างตัวไม่ดึงเอาไว้ โบอาส่งสายตาบอกหนุ่มรุ่นให้ใจเย็นลง ก่อนจะหันกลับมาถามร่างสูงคนเดียวในวงที่ยังไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่เข้ามา “คุณล่ะยุนโฮ”
คำถามสั้นๆแต่กลับทำเอาคนถูกถามนิ่งไป ยุนโฮมองสบหญิงสาวสลับกับชางมินที่สายตายังคงเกรี้ยวกราด แล้วหันไปมองหน้าเพื่อนที่ตอนนี้กำลังส่งสายตาขอความเห็นใจมาหาเขา แต่ยุนโฮก็รู้ดีว่าคำตอบของเขานั้นไม่ใช่อย่างที่อีกฝ่ายต้องการ “เสียงส่วนมากเป็นยังไงฉันก็เอาตามนั้น”
“ฉันอยากรู้ความคิดนาย...ยุนโฮ! ไม่ได้อยากรู้เสียงส่วนมาก” ยูชอนกระแทกเสียงพูดคนทำเอาจุนซูสะดุ้ง ตาคมกริบมองสบตาเพื่อนที่คบกันมาสิบปีอย่างคาดคั้น “ฉันอยากฟังความคิดนาย แล้วถ้าจะตอบเหมือนสามคนนี้ก็ขอเหตุผลที่เข้าท่าที่ไม่ใช่เหตุผลส่วนตัว”
แจจุงเหลือบมองคนตรงข้ามที่ดูเหมือนประโยคหลังจะตั้งใจพูดใส่คนที่ตัวสูงที่สุดในห้องแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย แขนทั้งสองข้างยันตัวเองขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่สนใจใครก่อนจะก้าวออกไป “นั่นนายจะไปไหน” เป็นยูชอนที่แทบจะลุกขึ้นยืนเอ่ยถาม แจจุงเพียงแค่หันเสี้ยวหน้ากลับมาตอบ
“กลับ”
“กลับ!!” ยูชอนทวนเสียงดัง “กลับได้ยังไงกัน นายไม่มีที่ไปแล้วจำไม่ได้เหรอ ที่ฉันเอานายออกมาจากโรงเรียนแบบนั้นเพื่อจะให้นายมาทำงานให้ ไม่ใช่ช่วยมาเพื่อให้นายชิ่งหนีแบบนี้!!”
“ก็ถ้ามันยากนักผมก็จะกลับไปที่นั่นดีกว่าต้องมานั่งฟังพวกคุณวิจารณ์ต่างๆนานาแบบนี้!!” เสียงที่ตอบกลับมานั้นดังพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องชะงัก แจจุงหันกลับมาเผชิญหน้าก่อนจะถอดหมวดไหมพรมออก เส้นผมสีทองที่หล่นลงมานั้นยาวเลยบ่านิดๆไม่เป็นทรง กับดวงตาที่ทุกคนเห็นว่ากำลังวาวโรจน์น่าประหลาดที่มันกลับทำให้คนๆนี้น่ามองยิ่งขึ้น
ชางมินแค่นหัวเราะออกมาเมื่อได้ฟัง หากแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อเสี้ยววินาทีนั้นใบหน้าบึ้งตึงของคนตรงหน้าถูกซ้อนทับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มของใครบางคน “”งั้นก็ไปเลยสิไม่มีใครห้าม นายเองก็คงจะรู้ตัวดีว่าตัวเองเหมาะกับที่แบบไหน”
“ก็รู้ดีพอๆกับที่รู้ว่าคุณมันห่วยแตกแค่ไหนน่ะแหละ” คำพูดที่ตอกกลับมานั้นทำให้ชางมินกำมือแน่น ร่างสูงโปร่งลุกพรวดขึ้นหวังจะเข้าไปซัดปากอีกฝ่ายให้สมกับคำสบประมาท หากแต่ก็ไม่ทันเมื่อร่างเพรียวบางหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป
“เดี๋ยว!!” แจจุงชะงักปลายเท้าที่กำลังจะก้าวพ้นขอบประตู เขาหันกลับมาอีกครั้งก็เห็นว่าเป็นคนที่แทบจะไม่ได้พูดอะไรเลยนั่นเองที่เรียกไว้ มือขาวจัดทั้งสองข้างซุกในกระเป๋ากางเกงพร้อมกับตากลมโตที่สบกับอีกฝ่าย ”ร้องเพลงให้ฉันฟังหน่อยสิ” ยุนโฮบอก แต่รู้สึกคำขอของเขาจะมากเกินไปเพราะแค่ยังไม่จบประโยคฝ่ายนั้นก็หันหลังให้ “เดี๋ยวสิ! ฉันดูที่ยูชอนเอาให้แล้ว นายร้องได้ทั้ง เทนเนอร์ เบส อาร์โตส์ แล้วก็โซปราโน่ ทั้งนักร้องชายและนักร้องหญิงไม่ค่อยมีใครทำได้ ...ฉันอยากฟัง” ยุนโฮรีบบอก เขาเองที่เห็นรายละเอียดจากยูชอนครั้งแรกก็แทบไม่เชื่อว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนดัดสันดานที่ไม่มีชมรมหรือกิจกรรมอะไรจะทำได้ แต่เมื่อคนที่เอามาให้คือคนที่ได้ชื่อว่าแมวมองเบอร์หนึ่งและควบต่ำแหน่งโปรดิวเซอร์ มันก็ต้องมีอะไรพิเศษอยู่บ้าง ยิ่งเป็นแบบที่ร้องได้ทั้งคีย์ผู้หญิงและคีย์ผู้ชายยิ่งไม่ธรรมดา
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันยามเมื่อมองสบตาอีกฝ่าย แต่แล้วรอยยิ้มบางกลับแย้มขึ้น “ผมร้องไม่ได้หรอก เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่คุณพูดมามันคืออะไร คุณปาร์คผมขอกลับไปอยู่ที่เดิมของผมดีกว่า ผมเกิดมาเพื่อเป็นแบบนี้ ไม่ใช่แบบที่คุณกำลังจะทำให้เป็น” ประโยคสุดท้ายหันขึ้นไปพูดกับยูชอนที่แทบจะอ้าปากค้าง ชายหนุ่มแทบจะหันไปหาชางมินที่ยิ้มออกมาอย่างพอใจแล้วถามว่าดีใจมากหรือยังไงที่ปล่อยของดีหลุดมือไปแบบนี้ หากแต่เขาก็ไม่มีเวลาทำเพราะตอนนี้แจจุงเดินออกจากห้องไปแล้ว
ร่างสูงลุกขึ้นจนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มลง มือหนาหยิบเอกสารในกระเป๋าข้างตัวขึ้นมาก่อนจะวิ่งตามออกไป โชคเป็นของเขาที่แจจุงนั้นไม่ได้วิ่งทำให้ในไม่ช้าก็ถึงตัว “เอาล่ะคิมแจจุง ฉันตกลงรับนายเป็นเด็กฝึกหัดในค่ายโดยไม่ต้องมีการทดสอบอะไรทั้งนั้น” ร่างสูงพูดทั้งที่ยังติดหอบ
“คงไม่ล่ะ เพราะพวกลูกน้องสี่คนของคุณคงไม่ยอมง่ายๆ แล้วอีกอย่างผมเองก็ไม่ได้ร้องเพลงเพราะอะไร คุณคิดไปเองทั้งนั้น” แจจุงตอบเสียงเรื่อยๆ เล่นเอาคนที่ทั้งอารมณ์เสียทั้งเหนื่อยหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
“ฉันบอกว่าได้ก็ต้องได้สิ เจ้านายตัดสินใจแล้วลูกน้องไม่มีสิทธิ์ขัด นายเองก็เหมือนกัน ฉันรู้ว่าไม่ได้อยากกลับเข้าไปในโรงเรียนนั้นหรอกใช่มั้ย เพราะฉะนั้นก็ทำตามที่ฉันบอกซะ” พูดเสร็จก็ยัดกระดาษที่ถือมาใส่มือแจจุงพร้อมกับดึงร่างเพรียวบางให้กลับเข้าไปข้างใน
สภาพที่กลับเข้ามาของยูชอนนั้นทำให้จุนซูเดาได้เลยว่าไมเกรนที่เป็นโรคประจำตัวของร่างสูงกำเริบอีกแล้ว แต่ดูท่าเจ้าตัวจะลืมว่ามันปวดมากแค่ไหนถึงได้เข้ามาก็พูดเสียงดังโดยไม่บ่นถึง “ฉันตัดสินใจแล้ว ต่อไปนี้คิมแจจุงคือเด็กฝึกหัดของค่ายเรา แล้วก็จะไม่รวมกับคนอื่น เขาจะถูกแยกฝึกต่างหากโดยพวกนายทุกคนที่เป็นมือดีที่สุดของเรา ยุนโฮ... เด็กคนนี้ฉันยกให้นายดูแล จัดการหาที่อยู่เสื้อผ้าข้าวของให้เรียบร้อยด้วย แล้วก็หาอะไรที่มีโปรตีนเยอะๆให้กินด้วยเพราะเขาต้องฝึกหนักให้ทันเดบิวต์สามเดือนข้างหน้า ส่วนเรื่องโรงเรียนใหม่ฉันติดต่อร่วงหน้าไปแล้วใบรายงานตัวก็อยู่ในมือนั่น เริ่มเรียนวันจันทร์ที่จะถึง ห้ามใครคัดค้านการตัดสินใจของฉันเป็นอันขาด” ยูชอนร่ายยาวแทบไม่หยุดพักหายใจและไม่เปิดโอกาสให้ใครขัด ก่อนที่ตาคมดุดันที่เริ่มมีเส้นเลือดฝอยขึ้นมาจะหันมาหาจุนซู “ขอคาเฟอร์กอต 2 เม็ด ตามเอาไปให้ที่ห้องด่วน” พูดจบก็หันหลังเดินออกไปโดยมีชางมินที่หลังจากส่งสายตาไม่พอใจสุดๆมาให้แจจุงแล้วลุกตามไปติดๆ
โบอาถึงกับยกมือขึ้นมากุมศีรษะเมื่อไม่นานก็เกิดเสียงเอะอะดังขึ้นที่ทางเดิน “ให้มันได้อย่างนี้สิ” เธอสบถกับตัวเอง อยากจะฝากไปถึงคนเป็นเจ้านายด้วยซ้ำ ถึงจะรู้ว่าลองถูกใจใครเข้าปาร์คยูชอนจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือก็เถอะ แต่ครั้งนี้ถึงกับเอาแต่ใจไม่ฟังเสียงคนอื่นแบบนี้มันก็น่าโมโหเหมือนกัน เธอถอนหายใจเมื่ออยู่ๆก็รู้สึกถึงปมในใจที่ทำให้ทั้งเธอ จุนซู และชางมินไม่รับเด็กคนนี้ ก่อนที่แววตาเห็นใจจะถูกส่งมาให้ยุนโฮที่ทำได้เพียงยืนนิ่ง รู้ดีว่าปมในใจของพวกเธอใหญ่แค่ไหน ในใจยุนโฮใหญ่กว่าพันเท่า “ให้ฉัน...”
“เขาสั่งฉันโบอา ไม่ใช่เธอ” ยุนโฮหันมาบอกโดยไม่รอให้หญิงสาวพูดขึ้น ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะอาสารับดูแลเด็กคนนี้แทนเขา แต่ในเมื่อเจ้านายยกหน้าที่นี้ให้เขาแล้วเขาก็ต้องรับผิดชอบ ร่างสูงสูดหายใจลึกๆดึงสติที่คอยแค่จะลอยออกไปให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เขายิ้มอ่อนโยนให้โบอาแล้วจึงหันมาหาร่างเพรียวตรงหน้า “ฉันชื่อชองยุนโฮ ต่อไปนี้จะเป็นคนดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับนาย แล้วเมื่อไหร่ที่เดบิวต์ฉันก็คือผู้จัดการของนาย ยินดีที่ได้รู้จัก” ยุนโฮแนะนำตัวเองอย่างเป็นกันเอง ไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่าย ยุนโฮไม่ได้ใส่ใจมันเพราะเขาก็ไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายยิ้มตอบเหมือนคนอื่นๆ เพราะดูแล้วคงจะเป็นประเภทนึกอยากจะพูดก็พูดขึ้นมาซะเฉยๆ พอจะเงียบต่อให้หาอะไรมางัดก็คงไม่ยอมปริปาก
โบอามองเจ้าของนัยน์ตากลมโตที่มองสำรวจยุนโฮตั้งแต่หัวจรดเท้า นี่ถ้าเจ้าตัวเดินไปรอบๆร่างสูงแล้วแตะๆจับๆคงจะเหมือนกับตำรวจมองผู้ต้องสงสัย แต่ไม่นานนักเธอก็เห็นว่าตาคู่นั้นหม่นลงพร้อมกับเจ้าของที่เอ่ยเสียงเบา “ผมไม่อยากกลับเข้าโรงเรียนดัดสันดานนั่นอีก” เอ่ยเพียงเท่านั้นแต่มันก็มากพอที่จะทำให้ยุนโฮกับโบอารู้ว่าแจจุงตกลงที่จะรับข้อเสนอที่เจ้านายของเขายัดเยียดให้
“นายจะได้เข้าเรียนโรงเรียนที่ดีที่ยูชอนหาให้” ยุนโฮพูดพร้อมกับพยักหน้าให้ แม้อยากจะถามว่าโรงเรียนที่เคยอยู่แย่ขนาดไหนเมื่อตัวเขาไม่เคยรู้และไม่เคยมีคนรู้จักต้องเขาไปอยู่ที่นั่น แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะไม่ถาม เพราะจากความรู้สึกหยิ่งจองหองในตัวคนๆนี้เมื่อครั้งแรกหายไปราวกับว่าไม่เคยมีอยู่แล้วนั้น ก็พอจินตนาการออกว่าคงจะเลวร้ายจนไม่อยากกลับไป
“มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้วสินะ” เสียงแหลมสูงเอ่ยเบาๆก่อนจะเดินไปเก็บเอกสารของตน แล้วจึงหันมาพูดกับยุนโฮอีกครั้ง “ฉันกลับล่ะ ถ้าใครถามหาก็บอกเลยว่าวันนี้ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรให้” พูดเสร็จก็เดินตัวปลิวออกไปโดยไม่ใส่ใจที่จะลาแจจุง ส่วนยุนโฮเมื่อมองตามจนหญิงสาวออกไปแล้วก็หับมาเก็บของของตัวเองบ้า
“จะให้ผมอยู่ที่ไหน ผมไม่มีบ้านนะ” แจจุงเอ่ยทักขึ้นทันทีเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรต่อ
“ยูชอนบอกแล้วว่าให้ฉันหาที่อยู่ให้นายเพราะงั้นไม่ต้องห่วง อีกอย่าง... ต่อไปนี้นายต้องเชื่อฟังฉันทุกอย่างแล้วก็ห้ามพูดโกหกอย่างที่เพิ่งพูดไปเมื่อกี้ ไม่อยากกลับบ้านก็บอก เพราะยังไงนายก็ต้องอยู่ฝึกไม่ได้กลับอยู่แล้ว”
“ผมไม่ได้โกหก” เสียงที่ราวกับเบื่อหน่ายดังขึ้นพร้อมเสียงถอนหายใจหยุดสายตาของยุนโฮที่เพิ่งจะละไปให้หันมามองอีกครั้ง แจจุงยกหมวกไหมพรมขึ้นมาใส่ตามเดิม ดวงตาที่ไม่บ่งบอกสิ่งใดมองไปยังทางออกแล้วเสียงพูดก็ดังตามมา “ไม่ใช่แค่เด็กที่ก่ออาชญากรรมหรอกนะที่ต้องอยู่โรงเรียนดัดสันดาน มันรวมถึงเด็กที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่อย่างผมด้วย”
TBC +++++++++++++++++++++++++++++
edit @ 26 Jul 2008 15:57:01 by KimJeIn