2008/Jul/26

 

 

 

Just say… : Prologue

 

 

 

                 ในห้องกว้างขวางที่ถูกทำให้แคบลงด้วยกองแฟ้มกับกระดาษเข็งแผ่นใหญ่ยังคงความเงียบเชียบ  โต๊ะเหล็กขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งอยู่เกือบมุมห้องมีเพียงกรอบรูปกับกระดาษสองสามแผ่น  เพราะที่กองเป็นพะเนินอยู่เมื่อสองชั่วโมงก่อนถูกเจ้าของห้องจัดการเรียบร้อยแล้ว  กลิ่นกาแฟหอมกรุ่มลอยอวลตามควันที่ลอยอ่อยอิ่งขึ้นมาจากแก้ว  เรียกดวงตาคมกริบของชองยุนโฮ...โปรดิวเซอร์มือทองของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ให้หันมาสนใจ

             ขอบคุณครับป้า  ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณพร้อมกับมอบรอยยิ้มนุ่มนวลให้หญิงวัยกลางคน  ที่เขาจำได้ว่าทำงานที่นี่ตั้งแต่เขายังเรียนอยู่  ตาคมมองตามแผ่นหลังบางที่งองุ้มนิดๆจนกระทั่งอีกฝ่ายปิดประตู  แล้วจึงหันมายกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ  หากแต่ยังไม่ทันที่จะได้รู้รสเสียงเคาะเบาๆก็ดังขึ้นเรียกความสนใจไปเสียก่อน  ยุนโฮยกยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาใหม่นั้นคือครูสอนร้องเพลงคนเก่ง  ที่ตอนนี้กำลังพิงขอบประตูมองเขาอยู่  ขออีกห้านาที  บอกก่อนจะเริ่มจิบกาแฟ

             ก็ไม่ได้ว่าอะไร  อีกตั้งสิบห้านาทีกว่าจะถึงเวลา  ผมแค่แวะมาหากะว่าจะเดินไปพร้อมพี่  เสียงเล็กติดจะแหลมนิดๆบอกพลางเดินเข้ามาหา  ดวงตากลมเล็กหากแต่เป็นประกายแวววับจ้องมองแผ่นกระดาษที่ติดรูปขนาด  4x6  นิ้วของใครบางคน  ยูชอนไม่น่าทำแบบนี้  พูดเสียงเบายามไล่สายตาอ่านลายละเอียดในนั้น  ก่อนจะหันขึ้นมามองร่างสูงตรงหน้า

             ยุนโฮรับรู้ถึงแววความห่วงใยที่ส่งมาให้  ไม่เป็นไรหรอกน่า  ก็มันช่วยไม่ได้นี่ที่หมอนั่นเป็นเจ้านายพวกเรา  นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ  ถูกหมอนั่นใช้ให้มาตามฉันไปให้ได้ไม่ใช่เหรอจุนซู  ยุนโฮถอนหายใจพูด  หากแต่ริมฝีปากกลับติดยิ้มเอ็นดูคนตรงหน้าที่เขารักเหมือนน้องชาย  ก่อนจะลอบหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายเพียงแค่เบะริมฝีปากโดยไม่เถียง  ร่างสูงถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะหยัดตัวขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน  นิ้วเรียวหยิบแผ่นกระดาษที่จุนซูดูเมื่อครู่ขึ้นมาถือไว้  ไปกันเถอะ  ถ้าสายฉันขี้เกียจฟังยูชอนบ่น  บอกก่อนจะเดินนำออกไป

             จุนซูเพียงแค่พยักหน้าตามหลังเบาๆ  แต่ก่อนที่จะได้ก้าวตามไปก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองกรอบรูปบนโต๊ะ  มือเรียวหยิบมันขึ้นมาสายตาที่ทอดมองลงไปเต็มไปด้วยความคิดถึง  รูปที่แม้คนในรูปจะไม่อยู่แล้วแต่พี่ยุนโฮก็ยังตั้งมันไว้ที่เดิม  ถ้าเป็นเขาก็จะทำแบบนี้เหมือนกัน  เพราะตัวเองรู้ว่าต่อให้บังคับให้ลืมยังไงก็ไม่มีทางทำได้  จึงขอจดจำเอาไว้จนวันที่ไม่สามารถจำได้แล้วดีกว่า

             ….เพราะบางทีการลืมก็เจ็บปวดกว่าการจำ...

 

 

                ประตูห้องประชุมขนาดเล็กถูกเปิดออก  ยุนโฮกาวเข้ามาเป็นคนแรก  ตามด้วยจุนซูที่เยี่ยมหน้าเข้ามาก่อนแล้วจึงโผล่ออกมาเต็มตัว  และแม้จะยังไม่ถึงเวลาที่นัดกันไว้แต่ผู้ร่วมประชุมที่เกี่ยวข้องก็มาเกือบครบแล้ว  เริ่มตั้งแต่ปาร์คยูชอนทายาทเจ้าของค่ายที่เพิ่งมารับช่วงได้ไม่กี่เดือนนั่งอยู่หัวโต๊ะ  กับควานโบอาครีเอทีฟสาวคนดังของวงการแต่ที่เก้าอีกข้างๆเธอนั้นกลับยังว่างอยู่  ยุนโฮถอนหายใจเมื่อนึกถึงเจ้าของที่ตรงนั้น...นักแต่งเพลงคนเก่งไม่มาตามที่เจ้าตัวประกาศไว้จริงๆ  มาเถอะ  ร่างสูงเอ่ยกับคนข้างหลังโดยไม่ได้หันไปมอง  แล้วเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ว่าสองตัวด้านขวามือของยูชอน  ยุนโฮส่งยิ้มทักทายกับหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามตามปะสาเพื่อนที่ร่วมงานกันมานาน  ก่อนจะมาหยุดตรงที่ร่างเพรียวตรงหัวโต๊ะ  หนึ่งเดียวที่ไม่ใช่คนที่ทำงานในนี้

             ร่างที่ติดจะแบบบางมากนั้นนั่งทิ้งแผ่นหลังลงบนพนักจนตัวเอนไปด้านหลัง  มือทั้งสองข้างซุกลงในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ทสีดำ  เช่นเดียวกับใบหน้าขาวหมดจดถูกบดบังด้วยหมวกไหมพรมสีเดียวกับเสื้อก็กำลังเสมองไปทางอื่นโดยไม่สนใจความเคลื่อนไหวเบื้องหน้า  ยุนโฮมองท่าทางคนตรงหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น  มองตรงไปยังเส้นผมสีทองสว่างที่แล่บออกมาแนบอยู่ข้างแก้ม  ความคิดที่ตัวเขาคิดว่าควบคุมได้ดีแล้วนั้นคงเริ่มจะล่องลอยออกไปถ้าหากดวงตาสีฟ้าสดจากการใส่เลนส์ไม่หันขึ้นมามองเสียก่อน  ยุนโฮรีบยกยิ้มให้ทันที  หากแต่ฝ่ายนั้นกลับมองเขาไม่ถึงสามวินาทีก็หันไปมองอย่างอื่นต่อ

             เอ้อ  ผมว่าเราเริ่มกันเลยดีมั้ยครับ  ชางมินคงจะไม่มาจริง...  จุนซูที่เริ่มรู้สึกอึดอัดเอ่ยขึ้น  หากแต่ยังไม่จบประโยคดีประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง  พร้อมกับร่างสูงโปร่งของคนที่เขาพูดถึงเดินหน้าตึงเข้ามา

             ขอโทษที่มาสาย  พอดีไปเช็คประวัติว่าที่ศิลปินใหม่มาน่ะ  ชางมินเอ่ยพลางปลายตามองไปยังคนที่ตัวเองพูดถึงที่ยังคงนั่งเฉย

               ดีที่มา  คนนั่งหัวโต๊ะเอ่ยสั้นๆก่อนที่ดวงตาเรียวรีจะมองไปยังคนที่นั่งหัวโต๊ะอีกด้าน  มาเริ่มกันเลยดีกว่า  ที่ทุกคนเห็นคือว่าที่ศิลปินคนใหม่ของค่ายเรา  แนะนำตัวเองหน่ยสิ       

                คิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อถูกเรียก  ตากลมโตกวาดมองไปรอบๆแล้วถอยหายใจหนักๆ  ร่างที่พิงอยู่อย่างเกียจคร้านค่อยหยัดตรงขึ้นมาพร้อมๆกันกับน้ำเสียงราบเรียบเอ่ย  คิมแจจุง  เสียงที่เอ่ยออกมาเพียงสั้นๆแต่กลับเรียกแววแปลกใจบนใบหน้าหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียว  โบอาหันมามองอย่างสนใจด้วยว่าน้ำเสียงแบบนี้ไม่ได้ยินมานานมากแล้ว

             ยูชอนถอนหายใจกับคำตอบที่ไม่ได้ทำให้เขารู้จักคนตรงหน้ามากขึ้นเลยสักนิด  ชักแปลกใจตัวเองว่าไปจับเด็กแบบนี้มาฝึกเป็นนักร้องได้ยังไง  บอกให้ละเอียดกว่านี้หน่อย  อย่างอายุ  ส่วนสูง  น้ำหนัก  ที่อยู่  ความสามารถพิเศษอะไรอย่างนี้

             อายุ 17 สูง 178 น้ำหนักไม่รู้เพราะไม่ได้ชั่งนานแล้ว  แต่คิดว่าไม่น่าเกิน  60  ส่วนที่อยู่...

             โรงเรียนประจำดัดสันดานที่มีแต่พวกเด็กมีปัญหา  ส่วนความสมารถพิเศษนอกจากทะเลาะวิวาทเก่งแล้วก็มีเรื่องผู้หญิง  ชางมินพูดแทรกด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน  ก่อนจะโยนแผ่นกระดาษที่เย็บมุม 2 -3 แผ่นไปข้างหน้ายูชอนผู้เป็นคนต้นคิด  ที่เก็บเด็กเหลือขออย่างคิมแจจุงมาปั้นเป็นนักร้องโดยไม่ฟังแม้แต่เสียงคัดค้านของพวกเขา  ยังไงผมก็ยังยืนยันคำเดิมที่จะไม่รับเด็กคนนี้เข้ามาฝึกในค่าย  พี่ก็รู้ว่าเขาไม่มีคุณสมบัติพอเมื่อเทียบกับ...

             มีหรือไม่มีคุณสมบัติพอฉันเป็นคนตัดสินใจชางมิน...ไม่ใช่นาย  เสียงราบเรียบแต่แฝงอำนาจของยูชอนดังขึ้นก่อนที่ชางมินจะเอ่ยคำถัดไปมาทำร้ายบางคนที่เขารู้ดีว่ากำลังอดทนที่จะไม่แสดงสีหน้าแววตาอะไรออกมาดวงตานิ่งเฉยสบกับแววตาเดือดดาลของชางมินเพียงผ่านๆก่อนจะหันมาหาโบอา

             ฉันเห็นด้วยกับชางมิน  หญิงสาวถอนหายใจพูด  มือเรียวเอื้อมไปหยิบแผ่นกระดาษที่ชางมินทิ้งให้ยูชอนเมื่อครู่ขึ้นมาอ่าน  ความจริงเรื่องนี้เคยถูกนำมาพูดถึงแล้วตั้งแต่คิมแจจุงยังไม่มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้  ตอนนั้นทุกคนรวมถึงเธอปฏิเสธด้วยเหตุผลที่รู้กันภายใน  แต่ครั้งนี้คงจะทำไม่ได้เพราะดูท่ายูชอนจะจริงจังมาก  คงต้องหาเหตุผลที่เข้าท่าและสมเหตุสมผลกว่า  ดูจากประวัติแล้ว...  เราคงเสียเงินเยอะในการทำความสะอาด  ที่สำคัญยิ่งกว่า  คือถ้าเดบิวต์ไปแล้วถูกนักข่าวขุดคุ้ยขึ้นมาก็มีแต่ดับสถานเดียวนั่นก็เท่ากับว่าสิ่งที่เราลงทุนไปเสียเปล่า  ไหนจะเรื่องรูปร่างหน้าตาอีก  คราวนี้เธอหันขึ้นมาสบตากับแจจุง  ถึงแก้วตาสีฟ้าสดนั้นดูจะไม่จับจดอยู่ที่เธอ  แต่โบอาก็รู้ว่านัยน์ตาสีดำสนิทข้างใต้นั้นกำลังจ้องเธอเขม่ง  หญิงสาวหันมาหายูชอนที่ตอนนี้เริ่มมีสีหน้าเครียดเห็นได้ชัด  ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่เบาลงหากแต่จริงจังยิ่งขึ้น  ยูชอน  ฉันไม่อยากเสี่ยงกับเด็กที่มีแววรุ่งแค่ 0.01 เปอร์เซ็น  แต่มีแววดับถึง  99.99  เปอร์เซ็นอย่างเด็กคนนี้

             ผมเห็นด้วยกับทั้งชางมินและคุณโบอา  เจ้าของใบหน้าน่ารักแทรกขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถาม  มันอาจจะดูใจแคบที่ตัดสินใจตั้งแต่ยังไม่ทดสอบคนๆนี้  แต่เพราะความคิดส่วนใหญ่ของเขาเอนเอียงไปทางปฏิเสธอยู่แล้วทำให้ตอบได้โดยไม่ต้องคิดซ้ำ

               เหตุผลก็คงจะเหมือนสองคนนี้ด้วยใช่มั้ย  ยูชอนถามโดยไม่ต้องการคำตอบ  อันที่จริงจะว่าเหมือนสองคนก็ไม่ได้  จุนซูคิดเหมือนชางมินมากกว่าที่จะคิดอย่างมีเหตุผลสมควรเหมือนครีเอทีฟมากประสบการณ์อย่างโบอา  ร่างสูงยกมือขึ้นมากดที่หว่างคิ้วซึ่งทุกคนรู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวนั้นกำลังเครียด  เขาหันขึ้นมามองคนที่ถูกขุดคุ้ยประวัติแต่กลับยังนั่งเฉยแล้วอดส่ายหน้าไม่ได้  แต่กระนั้นเขาก็ยังยืนยันคำเดิม  แต่ยังไงฉันก็ยังไม่เปลี่ยนความคิด  ประโยคที่ดังขึ้นทำให้ชางมินแทบผลุดลุกจากเก้าอี้หากคนข้างตัวไม่ดึงเอาไว้   โบอาส่งสายตาบอกหนุ่มรุ่นให้ใจเย็นลง  ก่อนจะหันกลับมาถามร่างสูงคนเดียวในวงที่ยังไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่เข้ามา  คุณล่ะยุนโฮ

             คำถามสั้นๆแต่กลับทำเอาคนถูกถามนิ่งไป  ยุนโฮมองสบหญิงสาวสลับกับชางมินที่สายตายังคงเกรี้ยวกราด  แล้วหันไปมองหน้าเพื่อนที่ตอนนี้กำลังส่งสายตาขอความเห็นใจมาหาเขา  แต่ยุนโฮก็รู้ดีว่าคำตอบของเขานั้นไม่ใช่อย่างที่อีกฝ่ายต้องการ  เสียงส่วนมากเป็นยังไงฉันก็เอาตามนั้น 

            ฉันอยากรู้ความคิดนาย...ยุนโฮ!  ไม่ได้อยากรู้เสียงส่วนมาก  ยูชอนกระแทกเสียงพูดคนทำเอาจุนซูสะดุ้ง  ตาคมกริบมองสบตาเพื่อนที่คบกันมาสิบปีอย่างคาดคั้น  ฉันอยากฟังความคิดนาย  แล้วถ้าจะตอบเหมือนสามคนนี้ก็ขอเหตุผลที่เข้าท่าที่ไม่ใช่เหตุผลส่วนตัว

             แจจุงเหลือบมองคนตรงข้ามที่ดูเหมือนประโยคหลังจะตั้งใจพูดใส่คนที่ตัวสูงที่สุดในห้องแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย  แขนทั้งสองข้างยันตัวเองขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่สนใจใครก่อนจะก้าวออกไป  นั่นนายจะไปไหน  เป็นยูชอนที่แทบจะลุกขึ้นยืนเอ่ยถาม  แจจุงเพียงแค่หันเสี้ยวหน้ากลับมาตอบ

             กลับ

             กลับ!!  ยูชอนทวนเสียงดัง  กลับได้ยังไงกัน  นายไม่มีที่ไปแล้วจำไม่ได้เหรอ  ที่ฉันเอานายออกมาจากโรงเรียนแบบนั้นเพื่อจะให้นายมาทำงานให้  ไม่ใช่ช่วยมาเพื่อให้นายชิ่งหนีแบบนี้!!”

               ก็ถ้ามันยากนักผมก็จะกลับไปที่นั่นดีกว่าต้องมานั่งฟังพวกคุณวิจารณ์ต่างๆนานาแบบนี้!!”  เสียงที่ตอบกลับมานั้นดังพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องชะงัก  แจจุงหันกลับมาเผชิญหน้าก่อนจะถอดหมวดไหมพรมออก  เส้นผมสีทองที่หล่นลงมานั้นยาวเลยบ่านิดๆไม่เป็นทรง  กับดวงตาที่ทุกคนเห็นว่ากำลังวาวโรจน์น่าประหลาดที่มันกลับทำให้คนๆนี้น่ามองยิ่งขึ้น

             ชางมินแค่นหัวเราะออกมาเมื่อได้ฟัง  หากแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อเสี้ยววินาทีนั้นใบหน้าบึ้งตึงของคนตรงหน้าถูกซ้อนทับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มของใครบางคน  “”งั้นก็ไปเลยสิไม่มีใครห้าม  นายเองก็คงจะรู้ตัวดีว่าตัวเองเหมาะกับที่แบบไหน

             ก็รู้ดีพอๆกับที่รู้ว่าคุณมันห่วยแตกแค่ไหนน่ะแหละ  คำพูดที่ตอกกลับมานั้นทำให้ชางมินกำมือแน่น  ร่างสูงโปร่งลุกพรวดขึ้นหวังจะเข้าไปซัดปากอีกฝ่ายให้สมกับคำสบประมาท  หากแต่ก็ไม่ทันเมื่อร่างเพรียวบางหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป

             เดี๋ยว!!  แจจุงชะงักปลายเท้าที่กำลังจะก้าวพ้นขอบประตู  เขาหันกลับมาอีกครั้งก็เห็นว่าเป็นคนที่แทบจะไม่ได้พูดอะไรเลยนั่นเองที่เรียกไว้  มือขาวจัดทั้งสองข้างซุกในกระเป๋ากางเกงพร้อมกับตากลมโตที่สบกับอีกฝ่าย  ร้องเพลงให้ฉันฟังหน่อยสิ  ยุนโฮบอก  แต่รู้สึกคำขอของเขาจะมากเกินไปเพราะแค่ยังไม่จบประโยคฝ่ายนั้นก็หันหลังให้  เดี๋ยวสิ!  ฉันดูที่ยูชอนเอาให้แล้ว  นายร้องได้ทั้ง  เทนเนอร์  เบส  อาร์โตส์  แล้วก็โซปราโน่  ทั้งนักร้องชายและนักร้องหญิงไม่ค่อยมีใครทำได้  ...ฉันอยากฟัง  ยุนโฮรีบบอก  เขาเองที่เห็นรายละเอียดจากยูชอนครั้งแรกก็แทบไม่เชื่อว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนดัดสันดานที่ไม่มีชมรมหรือกิจกรรมอะไรจะทำได้  แต่เมื่อคนที่เอามาให้คือคนที่ได้ชื่อว่าแมวมองเบอร์หนึ่งและควบต่ำแหน่งโปรดิวเซอร์  มันก็ต้องมีอะไรพิเศษอยู่บ้าง  ยิ่งเป็นแบบที่ร้องได้ทั้งคีย์ผู้หญิงและคีย์ผู้ชายยิ่งไม่ธรรมดา

             คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันยามเมื่อมองสบตาอีกฝ่าย  แต่แล้วรอยยิ้มบางกลับแย้มขึ้น  ผมร้องไม่ได้หรอก  เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่คุณพูดมามันคืออะไร  คุณปาร์คผมขอกลับไปอยู่ที่เดิมของผมดีกว่า  ผมเกิดมาเพื่อเป็นแบบนี้  ไม่ใช่แบบที่คุณกำลังจะทำให้เป็น  ประโยคสุดท้ายหันขึ้นไปพูดกับยูชอนที่แทบจะอ้าปากค้าง  ชายหนุ่มแทบจะหันไปหาชางมินที่ยิ้มออกมาอย่างพอใจแล้วถามว่าดีใจมากหรือยังไงที่ปล่อยของดีหลุดมือไปแบบนี้  หากแต่เขาก็ไม่มีเวลาทำเพราะตอนนี้แจจุงเดินออกจากห้องไปแล้ว

               ร่างสูงลุกขึ้นจนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มลง  มือหนาหยิบเอกสารในกระเป๋าข้างตัวขึ้นมาก่อนจะวิ่งตามออกไป  โชคเป็นของเขาที่แจจุงนั้นไม่ได้วิ่งทำให้ในไม่ช้าก็ถึงตัว  เอาล่ะคิมแจจุง  ฉันตกลงรับนายเป็นเด็กฝึกหัดในค่ายโดยไม่ต้องมีการทดสอบอะไรทั้งนั้น  ร่างสูงพูดทั้งที่ยังติดหอบ

             คงไม่ล่ะ  เพราะพวกลูกน้องสี่คนของคุณคงไม่ยอมง่ายๆ  แล้วอีกอย่างผมเองก็ไม่ได้ร้องเพลงเพราะอะไร  คุณคิดไปเองทั้งนั้น  แจจุงตอบเสียงเรื่อยๆ  เล่นเอาคนที่ทั้งอารมณ์เสียทั้งเหนื่อยหงุดหงิดเข้าไปใหญ่

             ฉันบอกว่าได้ก็ต้องได้สิ  เจ้านายตัดสินใจแล้วลูกน้องไม่มีสิทธิ์ขัด  นายเองก็เหมือนกัน  ฉันรู้ว่าไม่ได้อยากกลับเข้าไปในโรงเรียนนั้นหรอกใช่มั้ย  เพราะฉะนั้นก็ทำตามที่ฉันบอกซะ  พูดเสร็จก็ยัดกระดาษที่ถือมาใส่มือแจจุงพร้อมกับดึงร่างเพรียวบางให้กลับเข้าไปข้างใน

             สภาพที่กลับเข้ามาของยูชอนนั้นทำให้จุนซูเดาได้เลยว่าไมเกรนที่เป็นโรคประจำตัวของร่างสูงกำเริบอีกแล้ว  แต่ดูท่าเจ้าตัวจะลืมว่ามันปวดมากแค่ไหนถึงได้เข้ามาก็พูดเสียงดังโดยไม่บ่นถึง  ฉันตัดสินใจแล้ว  ต่อไปนี้คิมแจจุงคือเด็กฝึกหัดของค่ายเรา  แล้วก็จะไม่รวมกับคนอื่น  เขาจะถูกแยกฝึกต่างหากโดยพวกนายทุกคนที่เป็นมือดีที่สุดของเรา  ยุนโฮ...  เด็กคนนี้ฉันยกให้นายดูแล  จัดการหาที่อยู่เสื้อผ้าข้าวของให้เรียบร้อยด้วย  แล้วก็หาอะไรที่มีโปรตีนเยอะๆให้กินด้วยเพราะเขาต้องฝึกหนักให้ทันเดบิวต์สามเดือนข้างหน้า  ส่วนเรื่องโรงเรียนใหม่ฉันติดต่อร่วงหน้าไปแล้วใบรายงานตัวก็อยู่ในมือนั่น  เริ่มเรียนวันจันทร์ที่จะถึง  ห้ามใครคัดค้านการตัดสินใจของฉันเป็นอันขาด  ยูชอนร่ายยาวแทบไม่หยุดพักหายใจและไม่เปิดโอกาสให้ใครขัด  ก่อนที่ตาคมดุดันที่เริ่มมีเส้นเลือดฝอยขึ้นมาจะหันมาหาจุนซู  ขอคาเฟอร์กอต 2 เม็ด  ตามเอาไปให้ที่ห้องด่วน  พูดจบก็หันหลังเดินออกไปโดยมีชางมินที่หลังจากส่งสายตาไม่พอใจสุดๆมาให้แจจุงแล้วลุกตามไปติดๆ

             โบอาถึงกับยกมือขึ้นมากุมศีรษะเมื่อไม่นานก็เกิดเสียงเอะอะดังขึ้นที่ทางเดิน  ให้มันได้อย่างนี้สิ  เธอสบถกับตัวเอง  อยากจะฝากไปถึงคนเป็นเจ้านายด้วยซ้ำ  ถึงจะรู้ว่าลองถูกใจใครเข้าปาร์คยูชอนจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือก็เถอะ  แต่ครั้งนี้ถึงกับเอาแต่ใจไม่ฟังเสียงคนอื่นแบบนี้มันก็น่าโมโหเหมือนกัน  เธอถอนหายใจเมื่ออยู่ๆก็รู้สึกถึงปมในใจที่ทำให้ทั้งเธอ  จุนซู  และชางมินไม่รับเด็กคนนี้  ก่อนที่แววตาเห็นใจจะถูกส่งมาให้ยุนโฮที่ทำได้เพียงยืนนิ่ง  รู้ดีว่าปมในใจของพวกเธอใหญ่แค่ไหน  ในใจยุนโฮใหญ่กว่าพันเท่า  ให้ฉัน...

             เขาสั่งฉันโบอา  ไม่ใช่เธอ  ยุนโฮหันมาบอกโดยไม่รอให้หญิงสาวพูดขึ้น  ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะอาสารับดูแลเด็กคนนี้แทนเขา  แต่ในเมื่อเจ้านายยกหน้าที่นี้ให้เขาแล้วเขาก็ต้องรับผิดชอบ  ร่างสูงสูดหายใจลึกๆดึงสติที่คอยแค่จะลอยออกไปให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว  เขายิ้มอ่อนโยนให้โบอาแล้วจึงหันมาหาร่างเพรียวตรงหน้า  ฉันชื่อชองยุนโฮ  ต่อไปนี้จะเป็นคนดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับนาย  แล้วเมื่อไหร่ที่เดบิวต์ฉันก็คือผู้จัดการของนาย  ยินดีที่ได้รู้จัก  ยุนโฮแนะนำตัวเองอย่างเป็นกันเอง  ไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่าย  ยุนโฮไม่ได้ใส่ใจมันเพราะเขาก็ไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายยิ้มตอบเหมือนคนอื่นๆ  เพราะดูแล้วคงจะเป็นประเภทนึกอยากจะพูดก็พูดขึ้นมาซะเฉยๆ  พอจะเงียบต่อให้หาอะไรมางัดก็คงไม่ยอมปริปาก

             โบอามองเจ้าของนัยน์ตากลมโตที่มองสำรวจยุนโฮตั้งแต่หัวจรดเท้า  นี่ถ้าเจ้าตัวเดินไปรอบๆร่างสูงแล้วแตะๆจับๆคงจะเหมือนกับตำรวจมองผู้ต้องสงสัย  แต่ไม่นานนักเธอก็เห็นว่าตาคู่นั้นหม่นลงพร้อมกับเจ้าของที่เอ่ยเสียงเบา  ผมไม่อยากกลับเข้าโรงเรียนดัดสันดานนั่นอีก  เอ่ยเพียงเท่านั้นแต่มันก็มากพอที่จะทำให้ยุนโฮกับโบอารู้ว่าแจจุงตกลงที่จะรับข้อเสนอที่เจ้านายของเขายัดเยียดให้

             นายจะได้เข้าเรียนโรงเรียนที่ดีที่ยูชอนหาให้  ยุนโฮพูดพร้อมกับพยักหน้าให้  แม้อยากจะถามว่าโรงเรียนที่เคยอยู่แย่ขนาดไหนเมื่อตัวเขาไม่เคยรู้และไม่เคยมีคนรู้จักต้องเขาไปอยู่ที่นั่น  แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะไม่ถาม  เพราะจากความรู้สึกหยิ่งจองหองในตัวคนๆนี้เมื่อครั้งแรกหายไปราวกับว่าไม่เคยมีอยู่แล้วนั้น  ก็พอจินตนาการออกว่าคงจะเลวร้ายจนไม่อยากกลับไป

             มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้วสินะ  เสียงแหลมสูงเอ่ยเบาๆก่อนจะเดินไปเก็บเอกสารของตน  แล้วจึงหันมาพูดกับยุนโฮอีกครั้ง  ฉันกลับล่ะ  ถ้าใครถามหาก็บอกเลยว่าวันนี้ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรให้  พูดเสร็จก็เดินตัวปลิวออกไปโดยไม่ใส่ใจที่จะลาแจจุง  ส่วนยุนโฮเมื่อมองตามจนหญิงสาวออกไปแล้วก็หับมาเก็บของของตัวเองบ้า

                จะให้ผมอยู่ที่ไหน  ผมไม่มีบ้านนะ  แจจุงเอ่ยทักขึ้นทันทีเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรต่อ

             ยูชอนบอกแล้วว่าให้ฉันหาที่อยู่ให้นายเพราะงั้นไม่ต้องห่วง  อีกอย่าง...  ต่อไปนี้นายต้องเชื่อฟังฉันทุกอย่างแล้วก็ห้ามพูดโกหกอย่างที่เพิ่งพูดไปเมื่อกี้  ไม่อยากกลับบ้านก็บอก  เพราะยังไงนายก็ต้องอยู่ฝึกไม่ได้กลับอยู่แล้ว

             ผมไม่ได้โกหก   เสียงที่ราวกับเบื่อหน่ายดังขึ้นพร้อมเสียงถอนหายใจหยุดสายตาของยุนโฮที่เพิ่งจะละไปให้หันมามองอีกครั้ง  แจจุงยกหมวกไหมพรมขึ้นมาใส่ตามเดิม  ดวงตาที่ไม่บ่งบอกสิ่งใดมองไปยังทางออกแล้วเสียงพูดก็ดังตามมา  ไม่ใช่แค่เด็กที่ก่ออาชญากรรมหรอกนะที่ต้องอยู่โรงเรียนดัดสันดาน  มันรวมถึงเด็กที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่อย่างผมด้วย  

 

TBC  +++++++++++++++++++++++++++++

 

edit @ 26 Jul 2008 15:57:01 by KimJeIn

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เริ่มต้นก้อน่าสนใจแล้ว เดี๋ยวขอไปอ่านตอนที่เหลือก่อนนะคะ แล้วจะมาเม้นค่ะ

อยากถามถึงเรื่องรวมเล่ม the last love song I-II รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วยว่าเป็นยังไงเห็นหายไปเลย หรือเราตกข่าวก้อไม่รู้ ถ้ายังไงแจ้งให้ทราบด้วยเพราะอยากฟิคที่kimjein แต่งเพราะตามอ่านทุกเรื่องเลย
#1  by  armany (125.27.210.81) At 2008-07-26 21:02, 

<< Home