2008/Nov/18

 

 

 

 

 

              เช้าตรู่ของวันใหม่เต็มไปด้วยหมอกที่ลงหนาทึบ  ละอองน้ำเย็นเยียบลอยวนในอากาศ  บ้างก็จับตัวกันเป็นกลุ่มจนมองดูคล้ายว่ามีก้อนเมฆลอยอยู่เหนือหัว  ก่อนที่ลำแสงแรกจากดวงอาทิตย์จะส่องทะลุลงมา  สาดผ่านกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอยู่ทั่วบริเวณ

             แจจุงห่อตัวด้วยความหนาว  มือบางขาวซีดเมื่อถูกอากาศเย็นกระชับเสื้อโค้ดเข้ากับตัวให้แน่นขึ้น  ริมฝีปากแดงจัดเผยอน้อยๆทุกครั้งที่เป่าลมหายใจสีขาวออกมา  ร่างเพรียวบางเดินสำรวจธรรมชาติยามเช้าในบ้านสวนเรื่อยๆ  ดวงตากลมโตยังคงให้ความสนใจกับไม้ดัดรูปทรงต่างๆ  ที่เรียงรายตั้งแต่หน้าบ้านออกมาด้านนอก  ก่อนจะเดินไปหยุดที่ศาลาชิงช้าที่ตั้งอยู่ในสวนด้านข้าง  แจจุงทิ้งตัวนั่งลงช้าๆ  โชคดีที่มันมีหลังคาคุ้มกันทำให้ไม่โดนหมอก  เขาเหยียดแขนขาออกพลางสะบัดไปมาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นสักครู่ก่อนจะทิ้งแผ่นหลังพิงลงบนพนักพิง

             เย็นจัง  เสียงทุ้มหวานเอ่ยเบาๆเมื่อไร้นิ้วมือลงบนยอดใบไม้  ดวงตากลมโตมองหยดน้ำใสที่เกาะพราวอยู่นั้นด้วยความรู้สึกประหลาด  แจจุงแปลกใจที่ยามนี้เขากำลังคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน  อาจจะเป็นเพราะความเย็นเยียบที่สัมผัสปลายนิ้วอยู่ตอนนี้  เย็นไม่แพ้หยดน้ำตาที่หล่นลงบนไหล่ของเขา  เขาไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง  เพราะทันทีที่ได้สติคุณยุนโฮก็รีบเดินกลับห้องไปทันที  และเขาก็ไม่กล้าถาม  อาจจะเพราะคุณยุนโฮรู้ว่าเขาพูดโกหก  เพราะยังไงคิมแจจุงก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้ว

             ฮือ...  หนาวจริงๆ  เสียงพึมพำเบาๆดังมาจากพุ่มไม้ด้านหลังทำให้แจจุงหลุดจากความคิด  ร่างบางลุกขึ้นจากชิงช้าก่อนจะค่อยๆเดินอ้อมไปดู  แล้วก็เห็นว่ามีผู้ชายวัยกลางคนกำลังดายหญ้าอยู่  แล้วเมื่อดวงตาเล็กๆทั้งสองข้างเหลือบขึ้นมาเห็นเขาร่างนั้นก็สะดุ้ง  พร้อมกับร้องออกมาอย่างตกใจ  ...ผ...ผี!!”

             แจจุสะดุ้งโหยงก่อนจะถอยพรวดออกมาเมื่อชายคนนั้นชี้กรรไกรตัดหญ้ามาที่เขา  ใบหน้าหมดจดมีสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน  หากแต่พอได้ฉุกคิดกับสิ่งที่อีกฝ่ายว่าก็อดที่จะโมโหไม่ได้  ผมเป็นคน  ไม่ใช่ผี  ถึงจะเหมือนแค่ไหนก็เถอะ  แจจุงกระแทกเสียงพูด  ดวงตากลมโตถลึงมองคนตรงหน้าอย่างโมโห  ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเบิกตากว้างแล้วเพ่งมองตัวเองอย่างพิจารณาก็ยิ่งไม่ชอบใจ

               คนจิรงๆเรอะ?  เสียงแหบเอ่ยถามพลางค่อยลดกรรไกรตัดหญ้าลง

             ก็คนน่ะสิ  สว่างโล่แบบนี้จะมีผีที่ไหนกล้าโผล่มาล่ะ  แจจุงว่า  ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเหมือน  แต่เขายังไม่ตายเพราะเขาไมใช่คิดแจจุงคนนั้น

               แล้ว...แล้วเธอเป็นใคร  เข้ามาในบ้านนี้ได้ยังไง  ชายสูงวัยกว่าถาม  แจจุงเหลือบมองใบหน้าที่ยังไม่ทิ้งรอยตกใจครั้งหนึ่ง  แต่พอจะบอกเสียงสูงๆก็ดังขึ้นมาก่อน

             มาอยู่นี่เองเหรอ  คุณยุนโฮตามหาเธออยู่แน่ะ  ป้าฮยอนจูบอกทันทีที่มาถึงที่ที่คนทั้งสองยืนอยู่  ดวงตาเหี่ยวย่นมองแจจุงที่กำลังจ้องชายคนนั้นอยู่แล้วยิ้ม  นี่ลุงฮเยซก  เป็นสามีป้า  ...เข้าไปข้างไหนเถอะเธอต้องรีบกลับไม่ใช่เหรอ  คุณยุนโฮรออยู่  เธอบอกอย่างใจดีพร้อมกับเดินมาดันหลังแผ่นหลังบางให้เดินไป  แจจุงทำตามอย่างว่าง่าย  แต่ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้  เพราะเมื่อวานที่พบกันครั้งแรกป้าฮยอนจูยังทำเหมือนกับไม่เคยเห็นเขามาก่อนแท้ๆ  แต่สามีของป้ากลับเข้าใจว่าเขาเป็นผีของคิมแจจุง  ขนาดคนที่ดูซื่อๆยังรู้  แล้วทำไมป้าฮยอนจูถึงได้ไม่รู้จัก

             มาแล้วค่ะคุณยุนโฮ  แจจุงหันขึ้นมาสบตากับร่างสูงที่ยืนอยู่กลางบ้านพร้อมกับข้าวของก่อนจะยิ้มบางให้ครั้งหนึ่ง

             ทั้งที่เพิ่งบอกไปแท้ๆว่าต้องทำให้ร่างกายอุ่นเข้าไว้ยังออกไปตากหมอกอีก  เสียงทุ้มต่ำว่าเบาๆพลางใช้ผ้าเช็ดตัวที่ป้าฮยอนจูยื่นให้คลุมลงบนศีรษะของแจจุงแล้วขยี้เบาๆ  ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นก้มลงไปกระซิบข้างใบหนูนิ่ม  ฉันขอโทษด้วยเรื่องเมื่อคืน

             แจจุงชะงักก่อนจะค่อยๆหันขึ้นมาสบตากับยุนโฮ  ดวงตาคู่นั้นยังคงมีความเศร้าจากเมื่อคืนติดอยู่  เขาพยักหน้ารับก่อนจะแย่งผ้าเช็ดตัวมาเช็ดเอง  ดวงตากลมโตเลือกจะหันไปมองสัมภาระแทน  ก่อนจะฉวยเอาของตัวเองขึ้นมาถือไว้

             ป้าทำเนื้ออบไว้  เอาไว้ทานตอนที่ไปถึงนะคะ  ป้าฮยอนจูบอกหลังจากที่เดินออกมาจากครัว  พร้อมกับยืนถุงเนื้ออบให้ยุนโฮ

             ขอบคุณครับป้าฮยอนจู  ยุนโฮเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้  ป้าฮยอนจูกำชับมือที่จับมือของเขาก่อนจะหันไปยิ้มให้กับแจจุง

             แล้วมาอีกนะแจจุง  เธอบอกพร้อมกับยื่นมือมาจับมือเรียวบางเบาๆ  ดวงตาเหี่ยวย่นมองใบหน้าหมดจดด้วยความรู้สึกคิดถึง  เกือบสามปีแล้วที่ไม่ไดเห็น  เหมือนเหลือเกิน...ยิ่งดวงตากลมใสทั้งสองข้างนั้น  จนเกือบจะเผลอเรียกว่าคุณแจจุงในตอนแรก  ฮยอนจูมองภาพสะท้องของใครบางคนอยู่สักครู่ก่อนจะหันไปหายุนโฮแล้วยิ้มให้อย่างอบอุ่น  ป้าจะเดินไปส่งนะคะ  เธอบอก

             เมื่อเดินออกมาที่หน้าบ้านทั้งสามก็เห็นลุงฮเยซกยืนยู่ข้างรถ  เขามองมาที่แจจุงด้วยแววตาที่ต่างไปจากครั้งแรก...ไม่ผิดไปจากแววตาที่ภรรยาของเขามีให้เด็กหนุ่มตรงหน้าแม้แต่น้อย  แล้วมาบ่อยๆนะ  เขาบอก             แจจุงมองนิ่งๆ  ก่อนที่สุดจะพยักหน้ารับให้กับคนที่เคยกล่าวหาว่าตนเป็นผี  แล้วจึงหันมาโค้งลาป้าฮยอนจูก่อนจะขึ้นไปรอบนรถ  ดวงตกลมโตมองยุนโฮที่กำลังล่ำลาสองสามีภรรยาแล้วถอนใจ  เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ได้พาเขามาที่นี่ตั้งแต่ทีแรก  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ผูกพันกับคิมแจจุง...

            .

            .

             ยามเช่นในเมืองหลวงยังคงพลุกพล่านเช่นทุกวัน  ตามท้องถนนมีรถติดยาวเป็นขบวนเช่นเดียวกับผู้คนที่เดินกันขวักไขว่  กับสภาพที่ไม่น่าพิสมัย...ชางมินจึงเลือกที่จะขลุกตัวอยู่ในคอนโดแทนที่จะออกไปทำงานเหมือนคนอื่นๆ  ดวงตาคมใต้กรอบแว่นจับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์แล็ปทอปเรียบนิ่ง  หากแต่เมื่อใส่หูฟังที่คล้องอยู่ที่คอแล้วรอยยิ้มบางก็แต่งแต้มที่ริมฝีปาก  นิ้วเรียวที่วางอยู่ข้างๆเคาะเบาๆตามจังหวะดนตรีที่ดังอยู่ในหู  ก่อนจะเลื่อนมาจับที่เม้าส์  คลิกปรับเบสสองสามที  เพลงใหม่ที่นั่งแต่งมาตลอดทั้งคืนที่เสร็จสมบูรณ์

             ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจกับผลงาน  เขาถอดแว่นตาออกก่อนจะลุกขึ้นบิดตัวไปมา  แล้วร่างสูงโปร่งก็เดินไปที่เตียงนอนก่อนจะล้มตัวลงเต็มแรง  ริมฝีปากหยักพรูลมหายใจออกอย่างอ่อนล้า  พลางคิดว่าวันนี้เขาจะนอนทั้งวัน  ไม่ไปที่บริษัทให้พี่ยูชอนเห็นหน้าแน่ๆ  คิดได้ดังนั้นก็คว้าเอาผ้าห่มขึ้นมาห่อตัว  แต่เมื่อจะหลับตาลงก็กลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา  มือเรียวยกขึ้นไปหยิกกรอบรูปที่หัวเตียงอย่างแม่นยำ  ดวงตาทั้งสองข้างมองมันอย่างเศร้าสร้อยยามเมื่อเสียงทุ้มดังขึ้น  พี่แจจุง  ผมแต่งจบไปอีกเพลงแล้วนะ  ว่าพลางยิ้มบาง  เขาจำได้ว่าคนในรูปคว้าคอเขามาถ่ายตอนที่ทุกคนไปดื่มฉลองอัลบั้มใหม่  ทำให้รูปนี้เขาดูตลกจนเกินรับได้  แต่เจ้าตัวกลับยิ้มแฉ่งเสียจนน่าหมั่นไส้

             ชางมินไร้นิ้วบนลงกรอบรูปด้วยความคิดถึงก่อนจะวางมันไว้ที่เดิม  ร่างสูงนอนขดตัวในผ้าห่มจนเป็นก้อน  ดวงตาที่ไม่อาจหลับลงมองแสงไฟบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้อย่างเลื่อนลอย  ในนั้นมีเพลงที่เขาแต่งแบบลับๆตลอดเกือบสามที่ที่ผ่านมากว่าร้อยเพลง  ไม่เคยให้ใครร้อง  หรือแม้แต่จะให้ฟังก็ยังไม่เคย  เพราะมันเป็นเพลงที่เขาแต่งไว้ให้คนๆเดียว  พี่ชาย...คนที่ไม่ว่าจะเฝ้ารอนานเท่าไหร่ก็จะไม่กลับมาอีกแล้ว

             เสียงฮัมเพลงเบาๆผ่านเข้ามาในห้วงความคิด  ชางมินหลับตาลงช้าๆ  ฝ่ามือใหญ่เลื่อนขึ้นมากำไม้กางเกนที่สร้อยคอไว้  ...เขาไม่ได้อธิษฐานอะไรเลย...

 .................................................

 

             อะไรนะ!!  โจรขึ้นห้อง!!”  เสียงร้องลั่นของโปรดิวเซอร์คนเก่งนั้นทำให้คนรอบข้างหันมามองอย่างตกใจ  ริมฝีปากได้รูปอ้าค้างพร้อมกับดวงตาที่เบิกขึ้น  แต่ครั้นจะได้โวยวายว่าทำไมไม่รีบบอกก็พลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นคนที่กดสายโทรศัพท์ทิ้ง

             อืม  ดีที่ตอนนั้นแจจุงยังกลับมาไม่ถึง  ไม่งั้นคงแย่กว่านี้  ยุนโฮบอกอย่างอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจกับท่าทางตกใจเกินเหตุของเพื่อน  นี่ถ้าไม่หน้าตาดีหน่อยทำแบบนี้คงดูพิลึก

             แล้วเมื่อคืนให้แจจุงไปพักที่ไหน

             บ้านฉัน

             บ้านนาย!!”  คราวนี้ยูชอนร้องเสียงดังกว่าเก่าจนยุนโฮต้องยกมือขึ้นมาปิดหู  คิ้วเข้มขมวดแน่นเช่นเดียวกับดวงตาทั้งสองข้างที่มองใบหน้าไม่รู้สึกอะไรของอีกฝ่าย  ก่อนที่ไม่ช้าไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นหรี่ตามองอย่างเจ้าเล่ห์  เดี่ยวนี้นายหัดพาเด็กฝึกของฉันเข้าบ้านแล้วเหรอวะ  ไม่เบาเลยนี่หว่า  ว่าเสียงกรุ้มกริ่มพลางใช้ศอกกระทุ้งเบาๆ  ทำเอาคนที่ไม่อยากจะสนใจส่ายหน้า

             คิดอะไรอยู่ก็เลิกคิดซะ  เพราะฉันไม่เหมือนนาย  ว่าอย่างระอาก่อนจะหยิบตลับซีดีออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้  พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกเมื่ออีกฝ่ายมองอย่างสงสัย  ฉันแต่งเล่นๆ  เอาไปฟังดูสิเผื่อจะใช้ได้  นายคงไม่มานั่งกล่อมชางมินหรอกใช่มั้ย  พูดอย่างรู้ทันนิสัยใจร้อนของเพื่อน  มือเรียวเก็บของเข้ากระเป๋าอย่างรวดเร็ว  แต่เดินไปได้สองสามก้าวก็ยังมีเสียงที่ไม่วายดังตามหลังมา

             นี่ยุนโฮ  เด็กฝึกของฉันแตะนิดแตะหน่อยฉันไม่ว่าหรอกนะ  ยุนโฮส่ายหน้ารอบแล้วรอบเล่าเมื่อหันไปเห็นว่าคนพูดกำลังยักไหล่อย่างกวนๆ  เขารีบเดินออกไปเพราะไม่อยากจะอยู่ต่อปากต่อคำด้วย

             ยูชอนมองตามเพื่อนที่เดินออกไปจนลับตา  ก่อนที่รอยยิ้มยียวนในตอนแรกจะหายไปแทนที่ด้วยความรู้สึกเห็นใจเป็นที่สุด  บางทีเขาน่าจะให้โบอาเป็นคนดูแลแจจุงแทน  ยุนโฮไม่เหมาะหรือจะพูดให้ถูกคือไม่พร้อมที่จะดูแลศิลปินคนไหนจริงๆ...โดยเฉพาะแจจุง  เขาคิดแล้วถอนหายใจ  พรุ่งนี้โบอาถึงจะกลับมาแล้วก็คงได้คุยกัน  ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับแผ่นซีดี  ดวงตาคมมองไปรอบๆห้องแล้วขมวดคิ้ว  จุนซูยังไม่มาเหรอ  หันไปถามกับสต๊าฟโต๊ะข้างๆที่พยักหน้ารับยิ่งทำให้เขาสงสัย  เพราะเคยที่ไหนที่คิมจุนซูจะเข้าบริษัทสาย  บางทีมานั่งเฝ้าให้ยามเปิดประตูให้ด้วยซ้ำ  แต่พอนึกถึงที่อีกฝ่ายบอกเรื่องนัดเมื่อวานก็ถึงได้เข้าใจ  ชายหนุ่มลอบยิ้มเมื่อความคิดแปลกๆแว้บเข้ามาในหัว  เสียงทุ้มพึมพำเบาๆเมื่อยามเดินออกไป  ถ้ามาทำงานไม่ไหวฉันเล่นงานนายแน่จุนซู

   .................................................

             หลังจากที่จัดการกับเรื่องที่อยู่ใหม่เรียบร้อยแล้ว  และตารางการซ้อมของวันนี้ก็มีแค่ช่วงเย็น  แจจุงจึงเลือกที่จะมาโรงเรียนหลังจากที่ไม่ได้มาแล้วหลายวัน  และก็ยังเป็นเช่นเดิม  ทุกสายตายังคงจับจ้องมาที่เขาไม่แพ้วันแรก  อาจจะดูมากขึ้นด้วยซ้ำเพราะผมสีดำทำให้เขายิ่งดูเหมือนคิมแจจุง

             แจจุงนั่งฟังอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์บรรยายอย่างไม่ค่อยจะสนใจนัก  พลางนึกว่าการเรียนแบบปกติของคนเกาหลีน่าเบื่อกว่าการเรียนที่โรงเรียนเก่าของเขามากโข  มือเรียวยกขึ้นมาปิดปากขณะที่กำลังหาวหวอดใหญ่  ก่อนที่คิ้วเรียวจะเลิกขึ้นเมื่อมีกระดาษก้อนหนึ่งปลิงมาตกที่โต๊ะ  เขามองหาที่มาอย่างนึกรำคาญแล้วก็เห็นว่าเชวซีวอนกำลังชูสองนิ้วให้  เขาถอนหายใจและจำต้องคลี่ออกดู

             ตอนเที่ยงกินข้าวด้วยกันนะ

             ข้อความในกระดาษมาพร้อมกับรูปหัวใจหน้าตาตลก  แจจุงยัดมันลงไว้ใต้โต๊ะเรียนอย่างไม่คิดจะใส่ใจ  และไม่คิดจะหันไปตอบกับเจ้าของข้อความด้วยเช่นกัน

             ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเสียงออกพักกลางวันก็ดังขึ้น  และหลังจากที่อาจารย์เดินออกจากห้องนักเรียนแทบทุกคนก็รีบวิ่งออกไปเพื่อซื้ออาหารที่โรงอาหาร  แจจุงเองก็เช่นกัน  เขารีบสะพายกระเป๋าออกจากห้องอย่างรวดเร็ว  เพราะถูกคุณยุนโฮกำชับว่าต้องทานอาหารให้เป็นเวลา  และถ้าหากไปช้าก็อาจจะได้กินแค่ขนมปังแห้งๆที่ถูกสั่งห้ามนักห้ามหนาก็ได้  สองขายาวก้าวเร็วๆจนมาถึงโรงอาหาร  อดถอนหายใจไม่ได้เมื่อมองเห็นคนเข้าคิวยาวเหยียด  ร่างเพรียวบางพาตัวเองแทรกผ่านผู้คนเพื่อไปยืนเข้าแถวที่ร้านขายอาหารที่หมายตาไว้  แต่ยังไปไม่ถึงแขนเล็กๆกลับถูกดึงเอาไว้เสียก่อน  แจจุงหันกลับมามองและก็พบว่าเป็นคนที่เขาคิดไว้จริงๆ

               ร่างสูงของซีวอนยืนยิ้มแฉ่งขณะที่มือยังคงจับท่อนแขนเล็กเอาไว้  ส่วนมืออีกข้างก็ถือถาดอาหารที่มีจานอาหารสามสี่ใบวางซ้อนกันอยู่  กินด้วยกันนะ  เสียงทุ้มเอ่ยชวน  แจจุงมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะหันไปมองคิวซื้ออาหารก็พบว่ามันยาวขึ้นเกือบเท่าตัว  เขาหันกลับมาหาซีวอนอีกครั้งก่อนจะพยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้

             เด็กหนุ่มยิ้มกว้างทันทีที่อีกฝ่ายตอบรับ  ดวงตาคมกวาดมองหาที่ว่างและเมื่อเจอแล้วก็รีบดึงแขนแจจุงให้เดินตาม  ฉันซื้อมาเผื่อ  นายต้องกินอาหารดีๆใช่มั้ยล่ะ  เสียงทุ้มว่าอย่างรู้ดีทันทีที่นั่งลง  มือทั้งสองข้างจัดแจงยกอาหารออกจากถาดแล้วยื่นตะเกียบให้แจจุง

             แจจุงมองตะเกียบที่อยู่ในมือสลับกับอาหารราคาแพงตรงหน้า  แล้วมือบางก็หยิบกระเป๋าสตังค์ออกมาแล้วยื่นเงินให้  นี่ค่าส่วนของฉัน  เสียงทุ้มหวานบอก  แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหันขึ้นมามองแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก็วางเงินไว้ตรงหน้า  ก่อนจะหันมาก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่คิดจะพูดอะไรต่อ

             ซีวอนยิ้มขำกับคนที่ตั้งใจกินโดยไม่สนใจเขา  ทั้งที่ออกจะชอบของฟรีแท้ๆ  เสียงทุ้มพึมพำอย่างอารมณ์ดี  แต่กลับต้องสะดุดกึกกับคำพูดนั้นของตัวเอง  รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นยิ้มเศร้า  เขาเผลอคิดว่าแจจุงเป็นคนๆนั้นอีกแล้ว  แต่ก็เหมือนเหลือเกิน  เหมือนจนแรกเจอเกือบร้องไห้ด้วยความดีใจเพราะคิดว่าใช่จริงๆ  นี่...แจจุง

             ...

             เด็กหนุ่มยังคงยิ้มแม้จะไม่มีเสียงตอบรับ  มือใหญ่เลื่อนไปกุมมือเรียวเล็กข้างหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วบีบไว้  เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยเบาๆให้ได้ยินสองคน  คบกันนะ  เป็นแฟนกัน

             แจจุงชะงักทันทีเมื่อฟังจบ  ดวงตากลมโตขึ้นขึ้นมามองใบหน้าจริงจังของอีกฝ่ายสักครู่  ก่อนมือเรียวจะวางตะเกียบลงแล้วคว้ากระเป๋าลุกเดินออกไป  แจจุง  เดี๋ยวสิ!!”  ซีวอนร้องห้ามหากแต่เจ้าของร่างเพรียวบางกลับไม่แม้แต่จะสนใจ  ทำให้เขาต้องรีบลุกขึ้นจากโต๊ะแล้ววิ่งตามไปทันที

             เสียงร้องเรียกที่ดังใกล้เข้ามาทำให้แจจุงต้องเร่งฝีเท้ามากขึ้น  สองขายาวก้าวขึ้นบันไดรวดเร็วเพื่อจะกลับไปที่ห้องเรียน  ขณะที่สมองก็คิดถึงสาเหตุที่ซีวอนเข้ามาตีสนิทกับตนเอง  แจจุงสบถอย่างหัวเสีย  นี่หน้าตาของเขาเหมือนพวกที่ชอบไม้ป่าเดียวกันมากหรือไงถึงได้มาพูดแบบนี้   แจจุงรอเดี๋ยว  ฟังฉันพูดก่อน!”  ร่างบางสะดุ้งเมื่อถูกฝ่ามือใหญ่ของคนที่วิ่งตามมาทันรั้งท่องแขนไว้

             ปล่อยฉัน  เขากดเสียงบอกพลางบิดแขนให้หลุดจากการจับกุม  หากแต่ก็ดูเหมือนคนที่จะยังยืนหอบอยู่นั้นแรงเยอะกว่า

             ฉันน่ะ  ชอบนายจริงๆนะ  ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเลย  ฉันอยากดูแลนายไม่อยากให้ใครมาทำร้าย  ฉันจะไม่ให้ใครมาทำให้นายเจ็บปวดอีกแจจุง  ฉัน...ฉันรักนาย  ซีวอนบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังและเต็มไปด้วยความรู้สึก  ฝ่ามือใหญ่เลื่อนลงมากุมฝ่ามือเล็กบางไว้แน่น  เช่นเดียวกับดวงตาทั้งสองข้างที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังคงเฝ้ามองมาตลอด

             แจจุงมองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกคับแน่นที่หน้าอก  นายมันบ้าไปแล้ว  เสียงทุ้มแหบเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างเพรียวบางถอยออกห่าง  มือเรียวเล็กพยายามดึงให้หลุดจากการเกาะกุมแต่ก็ยังไม่เป็นผล  แจจุงสั่นไปทั้งตัวเมื่อร่างสูงใหญ่เดินขึ้นมาหา  และเมื่อฝ่ามืออีกข้างของซีวอนยกขึ้นมาแตะที่ไหล่หวังจะดึงเขาเข้าไปหา  แขนเล็กๆก็ยกขึ้นมาผลักออกไปอย่างสุดแรง  และด้วยความตกใจนั้นทำให้แจจุงลืมไปว่าซีวอนยืนหันหลังให้บันได  ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างสูงเสียหลัก  ฝ่ามือเรียวยื่นออกไปหวังจะคว้าเอาไว้หากแต่ก็สายไปเสียแล้ว

             กรี๊ด!!!!

             เสียงร้องของนักเรียนหญิงสองคนที่เดินผ่านมาดังขึ้นเมื่อเห็นร่างของซีวอนกลิ้งลงบันได  ตรงข้ามกับแจจุงที่ยืนตัวแข็งด้วยความตกตะลึง 

TBC ………………………………………  

 

edit @ 18 Nov 2008 18:01:40 by KimJeIn

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home